วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

ดำ เกสร...อีกหนึ่งนามปากกา


รู้กันว่าหากพลิกเปิดนิตยสาร หนุ่ม'74 ที่มี จุลศักดิ์ อมรเวช (จุก เบี้ยวสกุล) เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ แล้วต้องได้พบกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และบรรดา มาเฟียก้นซอย ตามชื่อบัญชรว่า หันหน้ามาทางนี้พบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) (ใช่...ชื่อเดียวกับคอลัมน์ใน a day)

ทว่าในที่นี้ไม่ได้จะกล่าวถึง ซอนนี่ พงษ์, เฟร็ด บุญมา หรือไมเกิ้ล ล้วน แต่จะพาดพิงไปถึง ดำ เกสร ชื่อของนักเขียนหนุ่มแห่ง ดลใจภุมริน ซึ่งมาปรากฏใน หนุ่ม'74 ฉบับที่ 8 ปักษ์หลัง สิงหาคม พ.ศ.2517

เปล่า...ดำ เกรสร ไม่ได้เดินเข้ามาในฉากบ้านร้างก้นซอยที่เหล่าพี่น้องร่วมสาบานกำลังตั้งวง 28 ดีกรีผสมยาอุทัย แต่ปรากฏเป็นนามปากกา พร้อมข้อเขียนชื่อ เดินทางถึงความเมา ด้วยบรรทัดขึ้นต้นดังนี้



มันเป็นความฝันบรรเจิด! การหล่นลงในบ่วงแห่งความมึนเมา ฝันทั้งลืมตาตื่นแม้ในยามเช้าแสงแดดทาบทอดลงพื้นถนนอบอุ่นกำลังเสบย (หรือ-สะเบย หรือ-สะเบอย หรือ-สะเบยย์ เราไม่แน่ใจว่านักปราชญ์แห่งปทานุกรมยินยอมให้สะกดอย่างไร? และท่านจะเย้ยหยันหรืออยากเตะเราไหมถ้าสะกดการันต์ผิดจากที่ท่านบังคับ) มันดึงคำพูดออกมาไต่เต้นบนริมฝีปากและปลายลิ้นฝ้ามัว เพราะซางเหล้าจับหนา (ซาง-เราอยากเรียกมันว่าซาง) แน่นอน--แน่นอน-เราหาได้ประหลาดใจเลยถ้าได้ยินพวกเพื่อนในร้านข้าวแกงบ่นกันว่า

"ดูซิ! ยังไม่ทันไรเลยสิบโมงกว่าแล้ว วันนี้กลุ่มหกสิบเก้าจะไปประชุมสภากันครบทุกคนหรือเปล่าก็ไม่รู้..." คืนวานเขาหนักเหล้าแกล้มการเมืองและซ้ำนอนดึก มันเป็นผลให้หัวใจระริกจะผล็อยหลับเท่ากับหิวโหย และมันทั้งหิวโหยระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ เขาจึงสั่งข้าวราดแกงขี้เหล็กจานละสามบาทปลาสลิดทอดครึ่งซีกมากิน ในตาของเขาพิศมัยความเกียจคร้านอย่างเอกอุ

เขาบดฟันเคี้ยวเชื่องช้าด้วยความสำนึกในความแพงของมัน และอย่างเบื่อหน่ายกับความอร่อย-โดยโกหกว่ามันอร่อย!...

จบจาก เดินทางถึงความเมา ยาว 2 หน้า แล้ว หน้าต่อไปเป็นสูตรทำก้อยปลาและอ่อมเขียด ปิดท้ายอีกหน้าด้วย ปทานุกรมข้างซ้ายแก้วเหล้า (ส่วนหนึ่งในเล่ม จากแชมเปญถึงกัญชา)

สำหรับ เดินทางถึงความเมา รวมอยู่ในหนังสือเล่มใดหรือไม่นั้น ถึงตอนนี้เรายังหาไม่พบ จึงนำมาลงให้อ่านกันทั้งบท หากท่านใดจำได้ว่ารวมอยู่ในเล่มใดแล้ว ช่วยแจ้งเราด้วย **


















**หมายเหตุ : ผ่านมาเกือบ 4 เดือน ในที่สุดเราก็พบว่า เดินทางถึงความเมา เคยเป็นช่วงตอนหนึ่งในบทย่อย กำพืดเหล้าและคน ในเรื่อง สุรา รวมอยู่ในเล่ม สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร พ.ศ.2513 ทว่าผ่านการรีไรต์ให้แตกต่างจากเดิมพอสมควร (พฤษภาคม 2554)


วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

จดหมายเปิดผนึกถึง อาจินต์ ปัญจพรรค์




งานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ได้เป็นแค่ตัวหนังสือเรียงพิมพ์บนกระดาษรอคนอ่าน แต่มีชีวิตตั้งแต่เป็นต้นฉบับเดินทางถึงมือบรรณาธิการ

เราจึงได้เห็นสำนวน จดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการ ในหลายวาระ โดยเฉพาะบรรณาธิการชื่อ อาจินต์ ปัญจพรรค์ จนแทบจะเป็นถ้อยความส่วนตัวระหว่างมิตรทั้งสองว่า จดหมายเปิดผนึกจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึง อาจินต์ ปัญจพรรค์ ทั้งในบทบันทึกจากต่างแดนในลักษณะเล่าให้ฟัง หรือเกริ่นถึงงานเขียนขบวนต่อไปผ่านไปถึงผู้อ่าน...ตลอดระยะเวลาหลายปีของ ฟ้าเมืองไทย

อันที่จริง มิตรทั้งสองมีจดหมายเปิดผนึกถึงกันผ่านบทบาทนักเขียนกับบรรณาธิการตั้งแต่ช่วงเวลาที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นิราศดิบอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่ อาจินต์ ปัญจพรรค์ คุมบังเหียน นิตยสารไทยโทรทัศน์รายเดือน ของไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม

จากข้อมูลที่อ้างอิงได้คือ นิตยสารไทยโทรทัศน์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 150 ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2509 คอลัมน์ ควันบุหรี่หลังแท่นพิมพ์ดีด 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนจดหมายเปิดผนึกจากลอสแองเจลิสชื่อว่า จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 6 สาระแนถึงวงการโทรทัศน์อเมริกัน จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึง อาจินต์ ปัญจพรรค์ เนื้อหาเป็นจดหมายซ้อนจดหมายอีกที เล่าถึงแม่บ้านอเมริกันการศึกษาไม่สูง 2 คน เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการอย่างมีอารมณ์ เนื่องจากข้องใจกับความเห็นด้านลบของนักวิจารณ์ต่อรายการทีวีและดนตรีที่หล่อนๆ และชาวบ้านอีกมากมายชื่นชอบ ตามด้วยคำชี้แจงแย้งยั่วจากจุดยืนของนักวิจารณ์

ลงท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ บอกแก่อาจินต์ว่าการโต้ตอบยังไม่จบ ขอบรรเลงต่อในฉบับหน้า แสดงว่ายังมี จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 7 ตามมา

นอกจากบนหน้านิตยสารแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน (มีนาคม 2509) 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เขียนจดหมายตอบกลับอาจินต์จากแซน แฟรนซิสโก ก่อนที่อาจินต์จะนำมาเปิดผนึกปิดท้ายหนังสือรวมเรื่อง(สั้น) อาจินต์ โชว์ โดยใช้ชื่อว่า จดหมายข้ามฟ้าจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์

เนื้อความในจดหมายกล่าวขอบคุณที่อาจินต์ส่ง ธุรกิจบนขาอ่อน ไปให้ ความเห็นต่อเนื้อหาหนังสือและจดหมายของอาจินต์ที่เล่าเรื่องราวต่างๆ จนชวนให้คิดถึงบ้าน กระนั้น ใจความสำคัญของจดหมายฉบับนี้อยู่ที่ความกระตือรือร้นเห็นดีเห็นงามต่อเรื่องราวการก่อตั้ง สมาคมนักเขียน ถึงกับเสนอว่าจะเขียนนิยายเรื่องใหม่เอี่ยมให้อาจินต์จัดพิมพ์แล้วนำรายได้หักค่าใช้จ่ายยกให้สมาคม




"...อยู่กับกระดาษดินสอมานับเวลาก็ย่างเข้าสิบสี่ปีแล้ว รู้ถึงรสความทุกข์ยาก ความขมขื่น และความเอารัดเอาเปรียบ มาอย่างฝังอยู่ในหัวใจไม่ลืมได้ตลอดชีวิต

"ดังนั้น ถ้าจะมีการกระทำอย่างใดที่จะหมายถึงการผดุงส่งเสริมอาชีพนี้ ในทางที่ถูกที่ควร ขอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง อย่างว่าจะเป็นสมาชิกเสียค่าบำรุงปีละสามสิบบาท เท่านั้นยังไม่พอ เลือดมันพล่าน หัวใจมันเคียดกว่านั้นนัก

"คิดแล้วห้านาทีและเป็นความคิดไม่เปลี่ยน เอาอย่างนี้ดีไหม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่รวย แต่มือและความคิดมันยังไม่จนโว้ย มันให้คุณกับชีวิตอยู่พอสมพอควร ไม่เคยคิดจะอกตัญญูกระดาษและดินสอ

"ฉะนั้น อาจินต์ก็พอจะพิมพ์หนังสือขายเป็น เอาเรื่องของ 'รงค์ ไปพิมพ์ เรื่องเก่าอย่าไปหยิบ จะบรรเลงกันให้ครึกครื้นทั้งทีต้องเอาของใหม่ เขียนใหม่ดีกว่าและย่อมจะดีกว่าแน่นอน

"เพียงสิบกว่ายกขนาดถนัดมืออย่างนั้น ว่าสักเดือนก็ควรจะเสร็จ หรือสองเดือนก็ไม่สำคัญ มันไม่เหนื่อยยากอะไรนักหนา ถ้าใจมันจะทำละก็...

"หักค่ากระดาษค่าพิมพ์แล้ว เหลือกำไร สมาคมนักเขียนเอาไปครึ่ง อีกครึ่งขอให้ 'รงค์ ไว้ซื้อเหล้าซื้อชีวิตอันแพงในอเมริกา แต่-ก็ไม่รู้นะว่าการพิมพ์หนังสืออย่างที่จินต์ทำอยู่นั้นมันจะมีกำไรหรือเปล่า

"ก็เอาเป็นว่าถ้าได้น้อยก็ให้สมาคมหมดทุกบาททุกสตางค์ ไม่ต้องเป็นห่วง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ตาย..."






วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปทานุกรมข้างแก้วเหล้า ในวารสารนักศึกษา


เห็นวารสารหน้าตาไม่คุ้นเคยเล่มนี้แล้วให้นึกแปลกใจที่พบว่ามีงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วย แถมยังมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ อนุช อาภาภิรม อีกต่างหาก

ข้อมูลในเล่มไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่าเป็นวารสารของ ชมรมศึกษาปัญหายาเสพติด จัดทำโดยนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ขณะที่ช่วงท้ายเล่มมีภาพกิจกรรมของชมรมในปี 2525 จึงคาดว่าวารสารฉบับนี้ทำออกมาช่วง พ.ศ.2525-2526 ยังดีที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากคนขายว่าเป็นวารสารของชมรมในมหาวิทยาลัยรามคำแหง

งานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มีชื่อว่า ปทานุกรมข้างแก้วเหล้า หนึ่งในงานสไตล์เขียนได้ไม่รู้จบซึ่งเคยเผยแพร่ในหลายที่ ส่วนที่ลงในวารสาร'เสพติดนี้ตรงกับเนื้อหาในเล่ม จากแชมเปญถึงกัญชา (2519)

ถามว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ส่งเรื่องนี้ไปตามการทาบทามร้องขอของนักศึกษาหรือ? คำตอบคือไม่ใช่



ในบทบรรณาธิการ จากคนทำถึงคนอ่าน ได้ออกตัวไว้ว่า "สำหรับนักเขียนใหญ่และดังอีกหลายท่านที่เรานำเอาบทความของท่านมาลงโดยมิได้บอกกล่าว ต้องขออภัยและขอขอบคุณมาพร้อมกัน...."

จุดที่ไม่ได้ขออภัยคือชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งเขียนผิดทุกแห่ง ตั้งแต่ปก บทบรรณาธิการ จนถึงส่วนเนื้อหาเลยทีเดียว



วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วานปีศาจพูด : ผมชอบแอบดูเมียอาบน้ำ


นิตยสาร หนุ่มสาว ของ ปกรณ์ พงศ์วราภา ฉบับที่ 14 ประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2521 ลงบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดย ชาวา กัญญ์ ว่าด้วยเรื่อง "เซ็กซ์" ล้วนๆ ยาวถึง 9 หน้า ใช้ชื่อว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับกามารมณ์ของเขา ขณะที่ปกหน้าโปรยไว้ว่า สัมภาษณ์พิเศษ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ "ผมชอบแอบดูเมียอาบน้ำ"

ลองอ่านบางคำถาม-คำตอบเป็นตัวอย่าง



@คุณว่ากามารมณ์นั้นสำคัญไหม

"สำคัญซิ..."

@ที่ว่าสำคัญน่ะ สำคัญอย่างไร

"ก็อย่างน้อย ชีวิตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่มีมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะพ่อกับแม่ได้สวมสอดอะไรกันพอสมควร ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่เกิดขึ้นมาซิครับ ตัณหามันมีมากับสัตว์ทุกชนิด แม้กระทั่งกับใบไม้ต้นไม้ก็มีนะครับ เมื่อเรารู้ว่ามันต้องมีเราก็ควรทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ นี่เราพูดกันอย่างคร่าวๆ นะครับ คืออะไรก็แล้วแต่ที่เราต้องผูกพันอยู่กับมัน เราจะต้องทำความเข้าใจมัน อย่าว่าแต่กามารมณ์เลย แม้กระทั่งวิธีหุงข้าวก็เหมือนกัน คุณต้องกินข้าวทุกวัน คุณควรจะหุงข้าวเป็นใช่มั้ย จริงหรือเปล่า หรืออย่างเหล้าถ้าคุณเห็นว่ามันจำเป็นกับชีวิตคุณ คุณก็ต้องทำความรู้จักกับมัน ชีวิตของคุณเองก็จะต้องแต่งงาน ถ้าคุณไม่รู้เรื่องอย่างนี้เสียเลยผมว่ามันก็ไม่ถูกนะ มันต้องรู้

แต่ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไร มันจะรู้ก็ด้วยวิธีถามเขา เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วถ้าเราถามแม่ว่าหนูเกิดมาอย่างไร แม่บอกว่าเกิดทางสะดือ นี่สำหรับวันที่แม่อารมณ์ดีๆ นะ ถ้าอารมณ์ไม่ดีอาจจะผลักตกบันไดก็ได้...ถามอะไรไม่รู้สัปดน เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะต้องศึกษากัน ทีนี้เมื่อคุณและผมได้มาอยู่ในยุคที่เราโตกันแล้ว เราคงไม่ต้องมาถามกันแล้วว่าหนูเกิดมาจากไหน และคุณก็คงไม่เชื่อว่าใครจะเกิดมาทางสะดือแน่ๆ ทีนี้ต่อไปเราก็ไม่ต้องอธิบายกันแล้วว่ากามารมณ์มันทำให้เราสดชื่นอย่างไร มันสดชื่นเหมือนเดินทางมาเหนื่อยๆ แล้วได้อาบน้ำใช่มั้ยฮะ เพราะกามารมณ์นี่เราเสพได้ตลอดเวลาเท่าที่ร่างกายเราต้องการ เมื่อเวลาหิวข้าวก็เสพกามารมณ์ได้ ผมใช้คำเพราะไปหน่อยว่า...เสพ"



@ปรกติของคุณ สัปดาห์ละกี่ครั้ง

"แหม...ผมไม่ค่อยกำหนด มันขึ้นอยู่กับความพอดีฮะ ความพอดีระหว่างกัน คือผมมีความต้องการและเมียผมก็มีความต้องการ คือผมไม่ยอมตบมือข้างเดียวหรอก มันพบกันครึ่งทางก็ยากเพราะมันไม่ใช่เรื่องการเมือง มันต้องเตรียมใจกันก่อนที่จะออกมาพบกัน เพราะว่ามันควรจะต้องการพร้อมๆ กัน"



@หนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกันในความคิดของคุณ จำเป็นไหมที่จะต้องมาเรียนรู้ในเรื่องกามารมณ์กันก่อนที่จะแต่งงาน

"ปัญหานี้ ถ้าผมตอบไปปัง บางทีหนังสือ "หนุ่มสาว" อาจจะได้รับจดหมายโจมตีอย่างนับไม่ถ้วนก็ได้นะ"


@อย่างกัญชาล่ะ บางคนว่ามันก็ปลุกได้เหมือนกันหรือ

"ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเองก็เคยสูบกัญชา ถึงกับเคยร่วมอยู่กับขบวนการฮิปปี้ในซานฟรานซิสโก ก็ดูดกัญชากันเป็นประจำ เราไม่ได้มุ่งหมายเรื่องเซ็กซ์เป็นสำคัญหรอกคุณ และผมก็คิดว่ากัญชามันทำให้ขี้เกียจมากกว่า ขี้เกียจกระทั่งจะจูบผู้หญิงเลยแหละคุณ"



@พวกน้ำหอมต่างๆ มีความจำเป็นไหม

"ฮะ..จำเป็น ไอ้พวกน้ำหอมต่างๆ ที่มันขายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของโลกได้นี่น่ะ ทั้งๆ ที่เราอยากจะปฏิเสธมันเหลือเกินเพราะความแพงของมัน มันก็ยังมีบทบาทของมันอยู่ ในการกระตุ้นความรู้สึกให้อ่อนไหว ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมทำให้เราเกิดกามารมณ์ แต่หมายถึงว่ามันทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่...อย่างไรดีล่ะ ผมไม่อยากใช้คำว่าโรแมนติค เพราะมันก็ไม่ใช่คำนี้ คือมันทำให้สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเราอ่อนโยนนุ่มนวลขึ้น

อย่างผมน่ะ ทุกครั้งถ้าได้ยินเสียงแพร หรือเป็นผ้าซิ่นก็ได้หล่นจากตัวผู้หญิงลงมาบนพื้นในคืนที่เงียบๆ ผมรู้สึกชอบจริงๆ ชอบอย่างรู้สึกบอกไม่ถูก ผมต้องค่อยๆ แอบมอง นี่มันเป็นศิลปของการมีชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่ว่ามาถึงก็เปลื้องเลย มันเกินไป

มันมีเดอตี้โจ๊กอย่างหนึ่ง...อะไรนี่ ชอบถากถางผู้ชายที่ชอบแอบดูเมียอาบน้ำ ปัทโธ่...ผมว่าไม่น่าถากถางเลย มันเป็นความจำเป็นของคนบางคนเหมือนกันนา ผมเองยังชอบแอบดูเมียอาบน้ำเลย มันรู้สึกตื่นเต้นดี มันมีการผจญภัยเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ว่าทำกันจนเป็นนิจสินนะครับ ทำเพียงบางครั้งบางความรู้สึกเท่านั้นเอง"



@อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจแต่งงาน ทั้งๆ ที่อยู่เป็นโสดมาตั้งนาน

"ผมเขียนเสมอว่า ไอ้การเป็นคนของคนเรานั้น นับเป็นการถูกลงโทษชนิดหนึ่ง เราต้องเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ฟาดฟันกับอุปสรรคกับปัญหารอบด้าน แต่กามารมณ์นี่มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหวังอยู่บ้าง ผมคิดว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ผมเป็นวัวไม่มีคอกมาตั้งนาน ผมก็เลยคิดแต่งงาน การแต่งงานก็ให้ความรักกับภรรยาและเราก็ได้ความรักตอบจากภรรยา มันก็เป็นการกระทำให้ชีวิตเราอบอุ่นขึ้นมาบ้างนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"



@คุณให้ความสำคัญกับอวัยวะทุกส่วนทุกชิ้นของเธอเท่าเทียมกัน หรือมีข้อห้ามในอวัยวะบางชิ้นบางส่วนของเธอขณะเมื่ออยู่ด้วยกันบนเตียงไหม

"ไม่ นอกเสียจากเล็บเท่านั้น เวลาเมคเลิฟจะต้องไม่แทะเล็บตีนเมียไปด้วย มันจะทำให้เธอรำคาญ ไอ้ของพวกนี้มันค้นพบได้ในระหว่างกัน คืออันนี้มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาสร้างทฤษฎีสร้างอะไรกัน มันค้นพบได้เองในระหว่างชีวิตที่ลึกล้ำระหว่างกัน แล้วเราไม่ละเลย ถ้าหากผู้ชายขี้เมาทุกวัน เห็นเมียเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่งที่ใช้สำเร็จความใคร่ก็แย่...ผู้หญิงที่ไม่เอาใจผัวเลย เพราะเห็นว่าเป็นภาวะจำยอมอย่างนี้ก็แย่อีก ถ้าหากผัวเมียศึกษากันและกันทุกอย่างคงราบรื่น"



@ผู้หญิงที่เซ็กซี่ในสายตาของคุณเป็นแบบไหน

"ผมไม่เคยจำกัดเลย ผมบอกแล้วว่ามันขึ้นอยู่กันบุคลิกของคน เวลาและโอกาสหลายๆ อย่างประกอบกันมากกว่า แต่ผมบอกคุณได้คำเดียวว่าผมไม่ชอบผู้หญิงที่โกนขนรักแร้ นี่เป็นความจริง แล้วก็อย่างพวกที่แต่งหน้ามากเกินไปผมก็ไม่ชอบ แต่ทว่าในบางอารมณ์ผมอาจจะชอบก็ได้ แต่โดยทั่วๆ ไปผมไม่ชอบ มันมากไป เพราะผมคงไม่เมคเลิฟกับกระป๋องสี ผมว่าผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้านี่บริสุทธิ์ สวย"

ฯลฯ






หมายเหตุ : ปกรณ์ พงศ์วราภา กล่าวไว้ในหนังสืออนุสรณ์ว่า "เป็นบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งชิ้นหนึ่งในชีวิตการทำหนังสือ" โดยผู้สัมภาษณ์ครั้งนี้คือ ณิพรรณ กุลประสูตร

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาพของเขา (และ คุณชาย) : เสด็จฯเหนือ



ภาพชุด เสด็จฯเหนือ โดย คึกฤทธิ์ ปราโมช และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

ชาวกรุง ปีที่ 7 เล่มที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2501















วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จากศิษย์เก่าเตรียมอุดมฯ รุ่น 10


ใต้ร่มบุญญา เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา สำหรับงานคืนสู่เหย้า ชาว ต.อ. ครั้งที่ 26 ที่มีชื่องานว่า "ดับโลกร้อน ย้อนวันวาน เยือนบ้าน ต.อ." เมื่อวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2551 ภายในเล่มประกอบด้วยงานเขียนของบรรดานักเขียนผู้เป็นนักเรียนเก่าเตรียมอุดมฯมากมายหลายรุ่น หนึ่งในนั้นคือศิษย์เก่ารุ่นที่ 10 ชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ 




เนื่องจากตรงกับปีมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ชมัยภร แสงกระจ่าง ผู้รับหน้าที่สาราณียกรจึงรวบรวมและคัดเลือกผลงานของศิษย์เก่าเตรียมอุดมศึกษาตั้งแต่รุ่นที่ 1 (ถึงเพียงรุ่นที่ 39 เพราะข้อจำกัดเรื่องปริมาณเนื้อหา) เริ่มจากงานเขียนในลักษณะเฉลิมพระเกียรติหรือเขียนถึงพระราชจริยาวัตรของพระองค์ ตามมาด้วยผลงานที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเคลื่อนมาอย่างไรในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน ลองไล่เรียงรายชื่อแล้วจะพบว่าเป็นหนังสือที่มากด้วยนักเขียนอาวุโส-นักเขียนรุ่นใหญ่แทบทั้งนั้น

งานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ในส่วนของ "เรื่องแต่ง" เป็นเรื่องสั้นชื่อว่า ผม (ประชาชน) คัดจากหนังสือ ความหิวที่รัก



วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553