วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

update 17-10-55 : หนังสือที่มีงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์



ส่องไทย / หันหลังให้ พ.ศ.2517 / ศึกษิตสยาม 2518

60 ปี ชัชวาลย์ / 'May there be a road' ชัชวาลย์ คงอุดม ผงาดและก้าวแกร่งไกล / สยามรัฐ 2546

อาจินต์ ๗๘ / หนุ่มอาวุโส อาจินต์ ปัญจพรรค์ (นามปากกา โนรี) / 2548














วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

70 ปี กับปณิธานเช็ดแว่นอาจารย์หม่อม



จากเซ็คชั่น อาทิตย์ทอดวง หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน
ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 พฤษภาคม พ.ศ.2545



อ่านเนื้อหา
(ขยายภาพเพื่ออ่านโดยเปิดในแท็บหรือหน้าต่างใหม่)

ส่วนที่ 1
ส่วนที่ 2
ส่วนที่ 3







อังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ 2469 - 25 สิงหาคม 2555)


"...รูป สัมมาทิฐิ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ คนผมยาวรุ่นแรกของกรุงเทพฯ รุ่นไล่เรียงกับ บุญถึง ฤทธิ์เกิด ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ (ท่านกูด) รูปนี้เป็นของธนาคารละแวกบางขุนพรหม ป้องปากพูดกันว่าท่านอังคาร อนุชานอกอุทรของท่านจันทร์ (ม.จ.จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี) รับเงินแบบจ้างเขียนเพียง 2 แสนบาทใน พ.ศ.2525 เวลานี้ผู้เชียวชาญจากสถาบันศิลปในอังกฤษและอเมริกาประเมินราคา 150 ล้านบาท
150,000,000 บาท เลขสวยแต่คงไม่สวยกว่าความล้ำค่าของผลงาน..."


จาก ราคาไม่ใช่ความแพงของศรัทธา โดย 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2541









วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วานปีศาจพูด : บทสัมภาษณ์ชิ้นแรก?


บทสนทนาด้านล่างนี้คัดจากหนังสือ ชมรมนักอภิปราย สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2505 ซึ่ง ทวน วิริยาภรณ์ ได้รวบรวมเนื้อหาจากโต๊ะอภิปรายว่าด้วยศาสนา สังคม ศิลปะ และวรรณคดี ในงานต่างๆ และจากรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุหลายรายการ

'รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ในโต๊ะอภิปรายหนึ่งในเล่มนี้ โดยร่วมพูดคุยในรายการ คุยกันเรื่องหนังสือ ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ทางสถานีวิทยุ ท.ท.ท. เช้าวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2503 มี รัญจวน อินทรกำแหง เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับผู้ร่วมรายการนอกจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้ว มี ประยูร จรรยาวงษ์ ประหยัด ศ. นาคะนาท และ นิตยา นาฏยะสุนทร

แม้จะใช้ชื่อว่า "อภิปราย" แต่เป็นการพูดคุยในลักษณะตั้งคำถามและตอบกันโดยตรงระหว่างผู้ดำเนินรายการกับผู้ร่วมรายการแต่ละคน เมื่อคัดมาเฉพาะคำถาม-คำตอบจึงไม่ต่างจากการสัมภาษณ์นั่นเอง และเนื่องจากการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2503 ซึ่งย้อนหลังไปนานที่สุดเท่าที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงอาจเป็นไปได้ว่านี่คือ บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ชิ้นแรก ที่มีการบันทึกไว้

ประเด็นสนทนาคือ แนวทางในการเขียนหนังสือให้ถูกใจคนอ่าน คัดมาเฉพาะช่วงที่ผู้ดำเนินรายการคุยกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ 

.....


@...ทีนี้ก็อยากจะขอเชิญคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ลองเล่าให้ฟังสักหน่อยสิคะว่าตัวละคอนต่างๆ นายอะไร เช่น แพ็ต บูน หรืออะไรเหล่านี้น่ะ

แพ็ท บัว ครับ

@แพ็ท บัว หรือคะ (หัวเราะ) คุณ 'รงค์ไปได้มาจากไหน แล้วทำไมถึงอยู่ดีๆ เกิดมาเขียนหนังสือถึงบุคคลเหล่านั้น?

เรื่องนี้มันออกจะยืดยาวสักหน่อยครับ แต่ผมจะพยายามเล่าให้ฟังอย่างสั้นๆ คือคนพวกนี้น่ะผมรู้จักเขาเท่าๆ กับที่ผมรู้จักตัวเอง ทีนี้ก็ต้องเริ่มต้นยังงี้ครับ เริ่มต้นตั้งแต่ผมอยู่โรงเรียน คือเมื่ออยู่โรงเรียนผมเป็นคนเรียนหนังสือดีครับ แต่ความประพฤติเลว อยู่ๆ มาก็หลายปีครับทางโรงเรียนเขาก็เลยขอร้องให้ลาออก ลาออกจากโรงเรียนแล้วผมก็เลยมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบุศยพรรณบางลำพู มาเรียนที่นี่อยู่อีกหลายปีครับ ได้รู้จักคนมาก ได้รู้จักเด็กหน้าโรงหนังด้วยกัน คำว่า "ด้วยกัน" นี่หมายถึงผมด้วยนะครับในฐานะเป็นนิสิตร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็มีนักล้วงกระเป๋า มีเด็กคาวบอย มีอีกหลายพวกครับ เด็กกระเป๋ารถเมล์ มาร์กเก้อร์บิลเลียด ตัดช่องย่องเบาเกือบทุกชนิดในบรรดาเด็กพวกที่เราเรียกว่าคาวบอยในสมัยนั้น

ทีนี้พอผมเรียนจบมหาวิทยาลัยบุศยพรรณนี่บังเอิญได้ฟูลไบรท์ ฟูลไบรท์ของผมมันเป็นฟูลไบรท์ส่วนตัวนะครับ ถ้าสมัยนี้ก็ควรจะเรียกว่าสปอนเซอร์ คือได้ภรรยารวย (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งสำหรับผมเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไร คือก็นอนแล้วก็เอาใจเมียบ้าง แล้วก็ชีวิตส่วนมากก็อยู่ในร้านเหล้าในร้านกาแฟเที่ยวเตร็ดเตร่ไป นี่ละครับก็เป็นโอกาสที่ค่อนข้างสำคัญมาก ถ้าจะพูดถึงว่าสำหรับชีวิตในการเขียนหนังสือของผม ผมได้รู้จักกับคนต่างๆ เหล่านี้แล้วนอกจากรู้จัก ผมยังได้เอาคนเหล่านี้เข้ามาเลี้ยงในบ้านด้วยโดยสปอนเซอร์ของผมไม่ขัดข้อง มันก็เป็นมายังงี้แหละครับ แล้วก็พร้อมๆ กันนั้นผมก็เป็นนักอ่านหนังสือ แล้วก็อยากจะเขียนหนังสือตั้งแต่รู้จักคุณประหยัด สมัยนั้นคุณประหยัดเคยชวนผมไปเป็นพระเอกหนัง แล้วหนังนั้นก็มีอันเป็นไป คือว่าอาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นพระเอกไม่ได้หรือคุณประหยัดทำหนังไม่เป็นหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ผลที่สุดผมก็ไม่ได้เป็นพระเอกหนัง ก็เริ่มหัดเขียนหนังสือ

@ก็เลยมาเป็นพระเอกในทางการเขียน?

มิได้ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ทีนี้พูดถึงเรื่องเมื่อกี้ที่คุณรัญจวนถามว่าแพ็ท บัว หรืออะไรเช่นนี้ใช่ไหมครับ? ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ คือผมรู้จักเขามากเหลือเกิน พอได้มาเริ่มเขียนหนังสือก็คิดว่าควรจะต้องหากำไรจากคนที่เรารู้จัก

@แล้วเขาเหล่านั้นเต็มใจไหมคะที่จะให้เอาชีวิตของเขามาเขียน เขาทราบไหมคะ?

ดูเหมือนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปครับ เพราะเขาไม่ใช่นักอ่านครับ เขาเป็นนักผจญชีวิต (หัวเราะ) อิสระ ไม่เกี่ยวกับหนังสือเลยครับ แต่ก็มีบางคนที่รู้นะครับเขาก็ไม่ว่าอะไร คือว่าเขาก็เกรงใจผม


@แล้วก็เวลาที่คุณ 'รงค์ เขียนชีวิตของท่านเหล่านั้นน่ะ คุณ 'รงค์มีความประสงค์แต่เพียงว่าอยากจะให้ผู้อ่านได้รู้จักชีวิตอีกมุมหนึ่งหรือมีความคิดอะไรแฝงอยู่ด้วยคะ?

ครั้งแรกนะครับเมื่อหัดเขียนหนังสือก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายกว่าผมจะให้คนอ่านสนุก ครั้นต่อๆ มาเมื่อเป็นนักเขียนเข้า - - คือหมายความว่าเป็นนักเขียนมากๆ เข้าหน่อยก็อยากจะให้คนอ่านสนุกด้วยแล้วก็อยากจะได้สตางค์แยะๆ ด้วย ครั้นต่อมาอีกปรากฏว่าเรื่องเหล่านี้มีคนสนใจ ก็มีบางคนพูดว่าเรื่องของผมพอจะเป็นประโยชน์สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ได้ อันนี้ผมไม่รู้

@ดิฉันคิดว่าเป็นค่ะ เพราะนักสังคมสงเคราะห์หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงไม่มีโอกาสจะได้รู้เรื่องเหล่านี้ แล้วก็บุคคลตัวอย่างที่มาเป็นตัวหุ่นให้คุณ 'รงค์เขียนนี่น่ะค่ะเวลานี้ยังอยู่หรือเปล่าคะ?

ก็มีชีวิตอยู่ด้วยกันทุกคนแหละครับ

@ยังอยู่กับคุณ 'รงค์หรือเปล่าคะ?

ไม่ได้อยู่กับผมครับ ต้องกระจัดพลัดพรายกันไป คือมีหลายพวกครับ บางคนก็ไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ตามเดิม บางคนก็ไปทำฟาร์มอยู่ทางกาญจนบุรีก็มี บางคนก็ไปเล่นหนังไทย บางคนก็มาเป็นนักเขียน แล้วบางคนก็ไปลาดยาว ก็ยังอยู่ทุกคนแหละครับ แต่สบายบ้างไม่สบายบ้าง (หัวเราะ)

@ที่จริงก็เป็นชีวิตที่น่าสนใจมากทีเดียวในการเขียนหนังสือเรื่องเหล่านี้ แล้วทีนี้มีคนเขาพูดถึงว่าหนังสือของคุณ 'รงค์นี่นอกจากมีแนวแปลกแล้วยังมีวิธีใช้สำนวนโวหารแปลกๆ อีกด้วย อันนี้ล่ะคะไปเก็บมาจากไหน?

อันนี้อาจจะเป็นนิสัยผมที่เรียกว่าไม่อยากจะทำอะไรให้เหมือนชาวบ้านเขาก็ได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ แต่ไอ้สำบัดสำนวนน่ะ ถ้ามันมีสำนวน ถ้าสำนวนในเครื่องหมายคำพูดนะครับ ผมก็ต้องจำมาจากตามข้างถนนหรือตามคาวบอยซึ่งหมายถึงตัวผมเองด้วยในครั้งก่อน ถ้าสำนวนนอกเครื่องหมายคำพูดอันนี้ผมไม่สามารถจะเรียนคุณรัญจวนได้ครับว่ามันมายังไง แต่ผมเคยมีหลักเกณฑ์อยู่อันหนึ่งซึ่งผมเคยพุดไว้ในหลายที่และหลายครั้งด้วยกันว่าผู้ที่มีอุปการคุณแก่ผมในการเขียนหนังสือนี้ก็มีคุณประหยัด ศ. นาคะนาท ที่นั่งอยู่นี่คนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งก็คือคุณอุษณา เพลิงธรรม นะครับที่เคยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแล้วแก้ไขขัดเกลาตามสมควร และอีกคนหนึ่งก็คือคุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยให้ข้อคิดเห็นไว้หลายอย่าง เป็นต้นว่าการเขียนหนังสืออย่าเทศน์ หมายความว่าให้เขียนให้คนเขารู้ว่าเราจะเขียนอะไร แต่ว่าไม่ใช่ไปตั้งตัวเป็นศาสดาสอนเขาหรือพูดจาเยิ่นเย้อ นี่ท่านให้ข้อคิดเห็นอันนี้ไว้ตั้งหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ผมไปอยู่สยามรัฐใหม่ๆ แล้วก็ท่านเคยพูดไว้อีกอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนนี้การเขียนหนังสือนี่ก็เหมือนกับคนขึ้นรถรางจากบางกระบือไปลงศาลาแดง คือต้องเขียนกันอย่างนั้นเลย ถ้าไม่ถึงศาลาแดงก็จบไม่ได้ แต่สมัยนี้คุณชายคึกฤทธิ์ก็บอกผมว่าไม่ต้องไปถึงศาลาแดงหรอก แวะกินกวยจั๊บที่สามแยกเสียก่อนก็ได้ (หัวเราะ) แล้วค่อยจบ ผมก็ยึดหลักนี้ ผมรู้สึกว่าสองสามหลักนี้ผมยึดถือไว้ตลอดเวลาที่เขียนหนังสือ

@อาจจะเป็นเพราะเหตุนั้นจึงเลยทำให้เรื่องของคุณ 'รงค์ดูมีชีวิตขึ้น

ครับ อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้

@ใครอ่านแล้วก็เหมือนกับได้พบไปด้วย แล้วเวลาเขียนยังงี้ล่ะคะมีความรู้สึกเห็นใจตัวละคอนบ้างไหมคะ?

สงสารมากครับ เพราะว่าตัวละคอนของผมส่วนมากมีตัวจริงๆ (หัวเราะ) มีตัวเองอยู่ด้วยบางครั้ง สงสารจับใจ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหนุ่มๆ สาวๆ อะไรอย่างนี้นะครับยิ่งสงสารอย่างบอกไม่ถูก

@มีความคิดเห็นในเรื่องการเขียนหนังสือนี่อย่างไร ทั่วๆ ไปไม่ได้หมายถึงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นอาจจะเป็นแนวทางของการเขียนหนังสือ มีหนทางจะไปดีหรือสิ่งใดที่เป็นอุปสรรค์ในการเขียนหนังสือที่เป็นความหนักอกหนักใจ... (คำถามนี้สำหรับผู้ร่วมรายการทั้ง 3 คน)

ผมเองก็ไม่ค่อยมีอะไรหนักใจหรอกครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเคยได้เรียนเอาไว้นะครับ การเขียนหนังสือของผมเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ถือว่าการเขียนหนังสือของผมนี่เป็นการสั่งสอนผู้อ่านหรืออะไร สิ่งที่หนักใจอย่างเดียวก็เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า คือกลัวว่าจะไม่มีคนอ่านเรื่องของผมเท่านั้นเอง







วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รายชื่อนิตยสารที่มีงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (update 14-05-59)

หมายเหตุ : รายชื่อ นิตยสาร และ หนังสือพิมพ์ ที่เคยมีงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ตีพิมพ์ เท่าที่รวบรวมได้ ทั้งงานเขียนต่อเนื่องและงานรายชิ้น
บางเล่มทราบเพียงข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่มีรายละเอียด (เช่น เขียนต่อเนื่องหรือไม่? เริ่ม-สิ้นสุดเมื่อไร? งานเขียนชุดใด?) ขณะที่บางเล่มมีข้อมูล-รายละเอียดพอให้เห็นภาพรวมได้ ซึ่งจะทยอยนำเสนอในโอกาสต่อไป
ยังมีเล่มไหนอีกเชิญมาแชร์ข้อมูลกันได้ครับ 
(หัวข้อนี้อยู่ในสถานะ update ได้ตลอดเวลาเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม)
 update ล่าสุด....19-11-58
  • 75 แม็กกาซีน
  • กรวิก
  • กามเทพ
  • กินและเที่ยว
  • ใกล้หมอ
  • ขวัญเรือน
  • คนกรุงเทพ
  • คุณ
  • จักรวาล
  • GM
  • GM Plus
  • จุดประกายวรรณกรรม กรุงเทพธุรกิจ
  • ชาวกรุง
  • ชีวิตกลางแจ้ง
  • ดาราไทย รายสัปดาห์
  • ดาวสยาม (นิตยสาร)
  • เดลินิวส์
  • เดลิเมล์วันจันทร์
  • The Quiet Storm
  • ไดอารี่คู่ชีวิต
  • ตกแต่ง
  • ตลาดนัดหัวเราะ
  • ต่วย' ตูน
  • ต่วย' ตูนแมกาซีน
  • ต้าเจี่ยห่าว
  • ถนนหนังสือ
  • เที่ยวรอบโลก
  • ไทยโทรทัศน์
  • ไทยรัฐ
  • นะคะ
  • นักประพันธ์
  • บานไม่รู้โรย
  • บางกอกเพลย์บอย
  • บางกอกรีดเดอร์ส (B.R.)
  • เบื้องหลัง
  • เปิดใจดารา
  • ผู้หญิง (แถมกับ อาทิตย์รายสัปดาห์)
  • พาที
  • Penthouse
  • Playboy Thailand
  • แพรว
  • ฟ้า
  • ฟ้าเมืองทอง
  • ฟ้าเมืองไทย
  • เฟื่องนคร
  • มติชนสุดสัปดาห์
  • แมน
  • โมเดอร์นแมน
  • ยานเกราะ
  • รจนา
  • รมณ์
  • Writer
  • ลลนา
  • ลานคำ
  • โลกดารา
  • VIP (วี.ไอ.พี.)
  • ศิลปวัฒนธรรม
  • ศรีสยาม รายปักษ์
  • สกุลไทยรายสัปดาห์
  • สยาม (หนังสือพิมพ์)
  • สยามรัฐ
  • สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
  • สยามรีวิว
  • สยามหนุ่ม
  • Siam Horizon (ขอบฟ้าสยาม)
  • สังคมศาสตร์ปริทัศน์
  • สันติสุข รายสัปดาห์
  • สามยอด
  • สายฝน รายสัปดาห์
  • สาว 
  • สีสัน
  • เสียงปวงชน
  • หนุ่ม
  • หนุ่ม '72
  • หนุ่ม '73
  • หนุ่ม '74
  • หนุ่มเพลย์บอยสยาม
  • หนุ่มสาว
  • หนุ่มสาว ฉบับมินิ
  • หนอนหนังสือ
  • อ.ส.ท.
  • a day
  • อารมณ์ขัน
  • เอ็กเซ็กคิวทีฟ
  • Hi-Class
  • His








สนับสนุนโดย ร้านหนังสือ Book Eden

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แทบพระยุคลบาทในต่างแดน

จากภาพชุด เสด็จพระราชดำเนินจากนครลอส แอนเจลิส โดย 'รงค์ วงษ์สวรรค์
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 5

ผู้เขียนหวนระลึกถึงประโยคหนึ่งในบทความเรื่อง "ในหลวงของประชาชน" ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับเฉลิมพระเกียรติในวาระบรรจบครบสามรอบปีแห่งพระราชสมภพ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2506

ประโยคนั้นความว่า "...ทุกครั้งที่ได้เฝ้าฯชมพระบารมี ทุกคนก็พากันเบิกบานใจ และรู้สึกว่าตนนั้นเองเป็นคนดีขึ้นกว่าเดิมไม่มากก็น้อย..."

ความจริงของประโยคนั้นพิสูจน์ได้จากความรู้สึกของผู้เขียนเอง หลังจากได้เข้าเฝ้าฯแทบพระยุคลบาท บ่ายวันนั้น

'รงค์ วงษ์สวรรค์ 
ย่อหน้าสุดท้ายของบทความเชิงรายงานข่าว 
แทบพระยุคลบาทในต่างแดน 
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2510








วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Collection : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์



บางคนอาจไม่ทราบว่าหนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์แล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง

พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน, มกราคม พ.ศ.2539

พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ openbooks, พฤษภาคม พ.ศ.2551

พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์ openbooks, พฤษภาคม พ.ศ.2552

โดยฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 กับ ครั้งที่ 3 ดูเหมือนๆ กัน จนอาจทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นความแตกต่าง


อันที่จริง หนังสือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 กับ ครั้งที่ 3 มีความแตกต่างอย่างสำคัญ จากการที่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เป็นการจัดพิมพ์ไม่นานหลังการเสียชีวิตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือกล่าวให้ตรงกว่านั้นคือ จัดพิมพ์ใหม่เนื่องเพราะการจากไป อีกทั้งในช่วงเวลานั้นสำนักพิมพ์ openbooks ได้ร่วมจัดนิทรรศการภาพถ่ายของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ PS Gallery (วันที่ 1 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2552) ซึ่งภาพถ่าย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ใช้เป็นภาพปกหนังสือ เป็นหนึ่งในชุดภาพถ่ายที่โดดเด่นของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

การพิมพ์ใหม่ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับเนื้อหาข้างใน หน้าข้อมูลการพิมพ์จึงยังระบุพิมพ์ครั้งที่ 2 ส่วนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ปกหน้า-หลัง โดยปรับแก้อาร์ตเวิร์คเฉพาะสีดำ มีส่วนที่ใส่เพิ่มเข้าไป 3 จุด ดังนี้

คลิกเพื่อชมภาพใหญ่

1.เติมคำว่า พิมพ์ครั้งที่ 3 ไว้ที่มุมบนซ้ายของปกหน้า

2.เติมคำว่า รำลึก เหนือชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ บนพื้นสีเงินบนปกหน้า

3.เติม โลโก้ PS Gallery และข้อความว่า พิมพ์ครั้งที่ 3 พฤษภาคม 2552 รำลึก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไว้ที่มุมล่างซ้ายของปกหลัง

เป็นความแตกต่างซึ่งคนที่สะสมหนังสือของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่...ไม่น่าจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ







วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ (คืนสู่เหย้า)



๐ ปีที่ 45 ฉบับที่ 46 วันอาทิตย์ที่ 18 - วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2542
วาระ : คึกฤทธิ์ ๘๘
งานเขียน : In Aeternum
ประวัติการตีพิมพ์ : รวมอยู่ในหนังสือ แสงแดดเป็นไข้ (ฟรีฟอร์ม, 2552)



๐ ปีที่ 48 ฉบับที่ 47 วันศุกร์ที่ 19 - วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ.2545
วาระ : คึกฤทธิ์ ๙๑
งานเขียน : หม่อมราชวงศ์ นัดพบ นักเลง
ประวัติการตีพิมพ์ : รวมอยู่ในหนังสือ แสงแดดเป็นไข้ (ฟรีฟอร์ม, 2552)



๐ ปีที่ 49 ฉบับที่ 18 วันศุกร์ที่ 28 กันยายน - วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2545
วาระ : ๔๙ ปี สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
งานเขียน : คุณชาย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นรูปบูชา ... อนุทิน : บางเวลาในลอนดอน
ประวัติการตีพิมพ์ : จากบางบทในหนังสือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (พิมพ์ครั้งแรก มติชน, 2539)


งานเขียน : ด้วยอารมณ์ถวิลแทนมาไล จอห์น สไตน์เบ็ค (นามปากกา โนรี)
ประวัติการตีพิมพ์ : พิมพ์ครั้งแรกใน ชาวกรุง มกราคม พ.ศ.2510 ต่อมาพิมพ์ซ้ำหลายครั้งหลายวาระ ครั้งล่าสุดรวมอยู่ในหนังสือ ญาติน้ำหมึก (มติชน, 2549)



๐ ปีที่ 50 ฉบับที่ 18 วันศุกร์ที่ 26 กันยายน - วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2546
วาระ : ๕๐ ปี สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์
งานเขียน : สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ห.มิทัดการันต์
ประวัติการตีพิมพ์ : -------









วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิจารณ์ : ไส บาบา นักบุญในนรก




ไส บาบา นักบุญในนรก
บทรายงานชิ้นเอก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

โดย บรรจง บรรเจิดศิลป์
จากหนังสือ วรรณวิจารณ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2538


ไส บาบา - นักบุญในนรก ผลงานชิ้นใหม่ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ได้เป็นหลักฐานที่สวยงามอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นนักเขียน "บทรายงาน" (reportage) ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยในปัจจุบัน

"บทรายงาน" เป็นวรรณกรรมแขนงหนึ่ง

เท่าที่ทราบ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วรรณกรรมแบบรายงานที่มีชื่อเล่มหนึ่งได้แก่ผลงานของนักเขียนเยอรมัน เสียดายที่ผมจำชื่อนักเขียนผู้นี้ไม่ได้ แต่หนังสือของเขามีชื่อทำนองว่า "นครเซี่ยงไฮ้-สถานเริงรมย์ของนักเสี่ยงโชค" รายงานสภาพด้านมืดของนครแห่งนั้นอันเป็นที่มั่วสุมของนักเสี่ยงโชคชาวต่างประเทศทั้งหลาย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะหลังจากสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม วรรณกรรมแบบรายงานที่เขียนโดยชาวต่างประเทศมีมากชิ้น ผลงานดีๆ มักจะเป็นของนักข่าวสงคราม หรือนักข่าวที่ติดตามเหตุการณ์หนึ่งใดโดยเฉพาะ อย่างเช่นนักข่าวชาวอังกฤษชื่อ George Black ซึ่งติดตามการต่อสู้ของประชาชนนิการากัวมาตลอด ได้เขียนบทรายงานที่ให้ชื่อว่า Triump of The People (The Sandinista Revolution in Nicaragua) ที่พิมพ์ในปี 1981

สำหรับนักเขียนไทยเราแล้ว เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็เคยเขียนหนังสือประเภทนี้มาแล้ว

รถเที่ยวสุดท้ายจากตองอู ก็เป็นวรรณกรรมแบบบทรายงานที่ดีเด่นเรื่องหนึ่งที่เขียนโดย สมบูรณ์ วรพงษ์

ปัจจุบันนี้ ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยเฉพาะเรื่อง ไส บาบา-นักบุญในนรก ทราบว่าผู้คนเที่ยวหาซื้อตามแผงหนังสือไม่ค่อยจะได้เพราะขายดี

ที่ว่า เด่น ก็อยู่ตรงที่ "ไส บาบา" เป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจ อยากจะรู้ว่าเป็น "มายาวี หรืออวตาร" อยากจะรู้ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จะรายงานสภาพที่เป็นจริงนี้อย่างไร

ที่ว่าโดดก็อยู่ตรงที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มีท่วงทำนองในการเขียนที่เป็นของเขาเอง ถ้าจะจำกัดความเกี่ยวกับท่วงทำนองของเขาให้สั้นๆ ละก็ คงจะพูดได้อย่างนี้ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนหนังสือด้วยภาพ-เป็นภาพเปรียบเปรยที่สรรแล้ว เป็นภาพที่มีความจะแจ้งและแหลมคม เป็นภาพที่มีลักษณะ "จัดจ้าน" และเสียดแทง เป็นภาพที่เคล้าด้วยแง่ขำและแง่ชวนให้คิด และเป็นภาพที่แฝงไว้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง


ลองอ่านดูสักนิดหนึ่ง ว่าเขาเริ่มเขียนถึง "พุทปาตี" อย่างไร?

"พุทปาตี-นาฑีแรกของการรายงานบทนี้ การมองผ่านม่านฝุ่นพบอาคารคอนกรีตโรงเรียนมัธยมแห่งวิทยาคีรีและวิทยาลัยแห่งศรีสัตยา บนลาดเนินในเวิ้งภูเขาหินอัคนี ความรู้สึกของบางคนบอกว่า เหมือนการเดินทางถึงตำบลชนบทห่างไกลจากอำเภอและจังหวัด ตำบลบ้านป่าแล้ง แต่ตำบลนี้ไม่เงียบวังเวงเหมือนตำบลในแอริโซนาของอเมริกาทศวรรษที่ผ่านมา (ลูกชายถูกเกณฑ์ไปถูกฆ่าในสงครามเวียดนาม...) และไม่เศร้าหมองเหมือนตำบลโนนเปือยของอีสาน, ประเทศไทย พ.ศ.นี้ (คนอายุ 13 ถึง 18 และกว่านั้น ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย อพยพเข้าไปโดนขูดรีดแรงงานในกรุงเทพฯ...) พุทปาตี-ตำบลบ้านป่าของอินเดียอบอวลกลิ่นดีเซลและเบ็นซินโดยการมาเยือนของคนแปลกหน้ากับรถยนตร์รูปร่างประหลาดในสายตาของคนพื้นเมืองและวัว" (หน้า 23)

ผู้อ่านจะพบกับท่วงทำนองการรายงานอย่างมีชีวิตชีวาอย่างนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

จุดมุ่งหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จัก ไส บาบา-นักบุญในนรก อย่างละเอียด แต่ก่อนที่เขาจะเขียนถึง "ไส บาบา" อันเป็นเป้าหมายสำคัญของเขานั้น เขาได้ใช้เนื้อที่กระดาษไม่มากนักแนะนำ "นรก" อันเป็นแหล่งให้กำเนิดแก่ "ไส บาบา" ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

ลองอ่านดูสิครับ

"12.30 น. บัสขนาดกลางบรรทุกผู้โดยสารจากรุงเทพฯ วิ่งผ่านไปบนสีสันตัดกันรุนแรงระหว่างความจนกับความรวย! ริมบาทวิถีรถยนตร์แบบซีแดนและซาลูนสกุล Ambassador ผลิตในประเทศอินเดีย เทียบจอดอย่างสง่างาม นักธุรกิจหนุ่มก้าวลงมาเคียงคู่กับผู้หญิงผิวคล้ำสวยในแพนท์สูทดิไซน์ของปีแอร์ บาลแม็งก์ หล่อนทัดเพชร 1/2 กะรัตไว้บนรอยเว้าของจมูก บนไหล่สะพายกระเป๋ากุคชี และในความเคลื่อนไหวรำเพยกลิ่มมาดามโรชาส์ หล่อนเป็นใครก็ได้จากตำแหน่งเมีย นางบำเรอ ถึงเลขานุการิณี คนทั้งสองเดินเชิดหน้าอย่างไม่แยแสกับอินเดียนเพื่อนร่วมประเทศนอนเกลือกฝุ่นละอองในกิริยาเลื้อยคลาน

"คนจนผอมกว่าพระพุทธรูปปางทรมาน!

"ผิวหนังสีดำโดยกำเนิดและการย้อมกับคราบไคลสกปรก ยืนยันในความจริงที่บทกวีแห่งความเศร้าเท่านั้นพรรณนาได้ชัดเจนกว่าสายตา! บทเพลงขอคนสีซอผู้นั้นเกือบไม่ผิดเพี้ยนกับเสียงร้องไห้ การนุ่งและห่มผ้าแบบจีวรขาดรุ่งริ่งไม่ปกปิดก้นและวงขี้กลาก การมองหาเงินเหรียญที่หล่นลงบนถนนหรือหล่นจากมือของคนใจบุญอย่างสิ้นหวัง ใบหน้าของคนจนไม่มีรอยยิ้มและประกายตาไม่เคียดแค้น (นี้ควรถือว่าเป็นความโชคดีบางด้านของนายกรัฐมนตรีอินดิรา กานดีห์)  ศาสนาและลัทธิมากมายสอนให้คนจนยอมรับภาวะแห่งตนโดยถือว่าเป็นเหตุผลด้านชะตากรรม และโดยลงโทษตัวเองว่าไม่สะสมบารมีไว้ในชาติปางก่อน – ทำนองนั้น" (หน้า 11-13)

อีกตอนหนึ่งเขียนว่า

"วรรณะ 4 แห่งระบบฮินดู พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ผนวกจัณฑาล ผ่านมาถึงยุคนี้คงเหลือเพียงวรรณะ 2 เศรษฐี (คนรวย) กับ ยาจก (คนจน)

"การมีชีวิตอยู่ในเวลาและนาฑีเดียวกัน ในอากาศเดียวกัน คนจนเดินทางมากับเกวียนเทียมวัว คนจนเดินแบกน้ำหนักแขนงไม้ฟืนแบบเทินไว้บนหัวด้วยความเหน็ดเหนื่อย หยาดเหงื่อผสมน้ำตา! คนจนโดนแดดเผาซวนเซและล้มลงข้างรูท่อระบายน้ำสกปรกของเทศบาลนครบังกาลอร์ ทายาทเศรษฐีผู้นั้นเดินทางมาถึงภัตตาคารโดยรถยนตร์สกุลเมอร์ซิเดส ความเคลื่อนไหวอบอวลกลิ่นน้ำหอมหลังโกนหนวดของปาโก ราบานน์ และท่วงทีเย่อหยิ่ง" (หน้า 13)

ภาพจากหนังสือ ไส บาบา นักบุญในนรก

สุดท้ายเขียนว่า

"รูปวาดของความจนเป็นอย่างไร?

"ผัวเดินถือกะลาน้ำเต้าและร้องคร่ำครวญพลางแหงนมองบานหน้าต่างรถโดยสารเทียบจอดบนลานคอนกรีต เมียนวดแป้งอยู่ข้างบ่อน้ำสาธารณะถัดกับคูหาตึกสำนักงานธนาคาร ลูกหลายคน (ฝูง) วิ่งพล่านบนถนนซอยเรียงรายถังขยะ ค้นหาไก่และผักเน่า คนผู้หญิงตัวน้อยนั่งขี้บนก้อนหินในคูแห้งขอดต่ำลงจากผิวถนนที่ความเนืองแน่นลดปริมาณอากาศ ถนนสายนี้ทอดไปสู่อนุสาวรีย์วีรบุรุษสงคราม คนผู้ชาย 5 ขวบผอมเหมือนเงานอนกอดแพะในแสงแดด เขาโขลกไอผ่านลำคออย่างเจ็บปวด และเมินมองรถเข็นไอศกรีมด้วยสายตาเคลิ้มฝัน เขาพยายามลุกขึ้นยืนและเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ศิวะทรงโปรด! เขาเห็นชิ้นแตงฝานโรยกากมะพร้าวคลุกสีแดงของพริกหล่นอยู่บนดินเปียกเยี่ยวโคนต้นอโศกระย้า เขากระโจนแย่งมันทันทีจากปากฝูงแมลงวัน!

"คนจนนับอสงไขยในจำนวนประชาชน 750 ล้านคนของประเทศอินเดีย คนจนในกัลกัตตา การาจี บอมเบย์ เดห์ลี มัดราส บังกาลอร์ จำนวนมากกว่าใบไม้และเมล็ดฝนในฤดูร้อน คนจนเกิดและตายบนถนน!"

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ใช้วิญญาณของนักข่าวและปากกาของนักประพันธ์ จัดข้อสรุปเพียงไม่กี่ประโยคให้กับ "นรก" อันเป็นแหล่งกำเนิดของ "ไส บาบา" ได้อย่างจะแจ้งชัดเจนแหลมคมและเสียดไส้ว่า

"อินเดียเป็นประเทศเดียวในโลกที่สะสมนิวเคลียร์และขอทาน"

"ใครบางคนพูดหลังเหยือกเบียร์รสเหมือนดอกฮ็อพหมักกับผลมะตูม และพูดต่อมาด้วยสำเนียงเย้ยหยัน

"นั่นสิ-และก็สามารถผลิตศาสดาในนาฑีละหลายองค์"

และในนี้เองที่มีอยู่องค์หนึ่ง-คือ ไส บาบา ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ได้สืบเสาะเอามาเขียนเป็นบทรายงานให้ผู้อ่านได้อ่านนั่นเอง

ทำไม "นรก" จึงต้องผลิต "นักบุญ"?

ไส บาบา-มายาวี หรืออวตาร?

ธุรกิจเงินล้าน-ธุรกิจ "ภควัน" ?

? ? ?

คำตอบที่สมบูรณ์มีอยู่แล้วในหนังสือ "ไส บาบา นักบุญในนรก"




16 มิถุนายน 2528









วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สำรวจแผง เมษายน '55


พล พะยาบ นักวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ พ.ศ.2550 แฟน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง และคุ้นเคยกับบล็อกพญาอินทรีเป็นอย่างดี เขียนถึงภาพยนตร์สารคดี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในนิตยสาร mars ประจำเดือนเมษายน 2555



Playboy Thailand vol.1 no.1 ประจำเดือนเมษายน 2555 ลงตอนแรก บันทึกเผยใจนางกระต่าย Playboy








วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ขึ้นหน้าหนึ่ง




หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ประจำวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2511 มี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ปรากฏทั้งพาดหัวและภาพข่าว

พาดหัว เผยสภาพนักเรียนไทยในต่างแดน คิกเกอร์รับบรรทัดต่อมาว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าในสหรัฐยาป้องกันมีลูกขายดี ส่วนภาพข่าวเป็นภาพที่เราคุ้นเคยกันดี มีบรรยายใต้ภาพว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนหนุ่มเผยชีวิตคนไทยในสหรัฐฯจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

เนื้อข่าวช่วงแรกเกริ่นถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ว่ามีการรวมกลุ่มหาประโยชน์จากเพื่อนนักเรียนไทยด้วยกันที่ไปถึงใหม่ด้วยการหลอกสูบเงินไปเที่ยวเตร่หาความสำราญ ถ้าเป็นผู้หญิงจะฉวยโอกาสด้วยเรื่องทางเพศ เป็นเหตุให้เด็กใหม่ต้องเขียนจดหมายขอเงินจากทางบ้านกันมากผิดปกติ บ้างทำตัวฟุ้งเฟ้อจนมีหนี้สินท่วมตัว ยังไม่นับพฤติกรรมติดการพนัน บ้างก็สำส่อนเพราะถือว่ายาคุมกำเนิดหาซื้อง่าย

ต่อมาเป็นคำบอกเล่าของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวซึ่งเราคัดมาให้อ่านทั้งหมดดังนี้ 




จากกระแสข่าวที่รายงานพฤติกรรมของนักเรียนไทยในต่างแดนดังกล่าวข้างต้นนั้น และเพื่อจะคลี่คลายข้อเท็จจริงของข่าวที่ได้รับมานั้นว่ามีมูลความจริงแค่ไหนเพียงไร ในโอกาสนี้เราจึงได้ไปพบกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนหนวดงาม ผู้มีเรือนร่างเหมือนกับฮิปปี้ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์เมื่อตอนสายวันจันทร์ที่ 17 เดือนนี้ในฐานะที่นักเขียนหนวดงามผู้นี้ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาสี่ปีเต็มๆ ซึ่งทำให้เขาได้รู้ได้เห็นชีวิตของคนไทยที่อาศัยผืนแผ่นดินนั้นอยู่อย่างทะลุปรุโปร่ง และต่อพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นที่เรานำเอาไปถามอย่างเป็นกันเองนั้น เขาตอบสวนออกมาด้วยสำนวนสะบัดทันควันว่า

"ล้อส แอนเจลิส...แซนแฟรนซิสโกที่เรียกว่าเป็นเมืองร้ายที่สุด ผมก็ซุกหัวมาถึงสี่ปียังไม่เคยเห็นนักเรียนไทยสำแดงเดชยังงั้นเลย ผมอยู่เมืองนอก ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยเขียนข่าวกันอย่างว่าผมยังอดขันๆ ไม่ได้ เข้าใจว่าคนไทยในเมืองนอกอาจจะไม่เข้าใจนักเรียนไทยอย่างลึกซึ้งก็ว่าได้ ต้องเข้าใจกันอีกว่าคนไทยในเมืองมะริกานั้นมีอยู่ด้วยกันหลายฐานะ มีทั้งนักเรียนนักแสวงหาโชคที่ไปหางานทำ ส่วนอย่างผมไปอยู่คนละอย่าง เป็นนักเขียนเพื่อไปหาประสบการณ์มาเขียนให้คนไทยอ่าน ผมใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับนักเรียนไทยมามาก หมกกันถึงที่นอนหมอนมุ้ง ไม่เคยเห็นนักเรียนไทยคนไหนทำบัดสีเล่นสัปดน หรือว่าจะมีผมก็ไม่รู้เค้า เพราะยาคุมกำเนิดในเมืองมะริกาขายดิบขายดีขายกันอย่างเสรี แม้แต่คนอเมริกันเองก็ไม่กลัวในเรื่องอย่างนี้ แต่นั่นแหละ อย่าเพิ่งไปโทษพวกนักเรียนไทยเลย เป็นธรรมดาคนที่จากถิ่นไปอยู่ต่างแดน เมื่อเจอหน้าคนเมืองเดียวกันก็ต้องอดจับมือเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ความสนิทสนมก็ย่อมจะกระชับเกลียวกันเป็นของธรรมดา ใครมองใครเห็นก็คิดว่าเป็นคนรักกัน ผมไม่อยากลงโทษใคร ผู้หญิงผู้ชายเมื่ออยู่ใกล้กันก็เข้าทำนองว่าน้ำตาลใกล้มือใครล่ะจะอดได้ แต่เรื่องอย่างนี้พิสูจน์กันยาก รวมความแล้วนักเรียนไทยที่ผมเห็นมาไม่เคยก่อพฤติการณ์ให้ผมเห็นเลย" เขาจบลงพร้อมกระดกหนวดขึ้นให้เห็นรอยยิ้มออกมานิดๆ เหมือนคนที่กำลังมีอารมณ์เบิกบาน

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยักไหล่แบบอเมริกันนิดหนึ่งแล้วเปิดเผยชีวิตของคนไทยอีกประเภทหนึ่งที่ไปหากินอยู่ในอเมริกาว่า "ผม...ไม่อยากจะเรียกว่าคนไทยนักแสวงหาโชค อยากจะพูดว่าคนไทยที่ไปหางานทำในอเมริกา ข่าวว่าเดี๋ยวนี้มีจำนวนมากขึ้น คนไทยประเภทนี้ไม่มีฐานะอยู่อย่างนักเรียน คนไทยพวกนี้ย่อมจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ เขามีอิสระกับชีวิตเหมือนคนอเมริกัน ใครไม่รู้เมื่อเห็นคนไทยประเภทนี้ควงคู่แสดงบทโรมานซ์ก็เลยเหมาเอาว่านักเรียนไทยไปฉิบ น่าปวดหัว..."

"คุณใช้ชีวิตอย่างไรในเมืองคนดุ?" เราตั้งปัญหาถามเขา หลังจากที่ได้คุยถึงเรื่องคนอื่นมาพอสมควรแล้ว

ก่อนตอบเขาเอียงคอนิดหนึ่ง แล้วก็ปล่อยดวงตาปรอยๆ ออกมา "ผมอยู่อย่างนักเขียน อยู่อย่างคนธรรมดาสามัญ เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ก็ไม่ใช่ว่าดิบดีอะไร เดือนหนึ่งตั้งร้อยเหรียญ อาศัยรายได้จากการเขียนหนังสือส่งมาขายในเมืองไทยเพื่อไปแลกกับขนมปัง ที่อยู่อาศัย แต่...คุณเอ๋ย, อย่าให้พูดเลยคิดถึงเมืองไทยเกือบจะเป็นบ้า ไม่ว่าที่ไหนสู้เมืองไทยไม่ได้ มีแต่ความอบอุ่น อยู่เมืองฝรั่งประเพณีตัวใครตัวมัน วัฒนธรรมคนละแบบ บางวันดอลลาร์เกลี้ยงกระเป๋าหิวจนนึกว่ามันน่ากลัวความตาย ตกเย็นค้นหาเพนนีได้สามสิบกว่าอัน ซื้อได้ปลาซาร์ดีนกระป๋อง เอามาโรยหอมซอยโรยเกลือให้เค็มจัด และพริกป่นเม็กซิกันป้ายบนแผ่นขนมปังจวนจะขึ้นรา กินพลางน้ำตาไหลคิดถึงข้าวราดแกงปลาดุกกับเนื้อเค็มฉีกฝอยและหมูผัดขิง...... ไปตลอดถึงอีกวันก็ยังไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำร้อนเทลงล้างขวดกาแฟผง แล้วรินใส่ถ้วยกินพอร้อนท้อง รสมันบัดซบ ดีกว่าน้ำปลา...นี่แหละชีวิตในลอสแองเจลิสแล้วก็แซนแฟรนซิสโกของผมล่ะ"

เขาจบลงพร้อมกับเสียงหัวเราะดังกังวานติดตามออกมา












หมายเหตุ : เนื่องจากเนื้อข่าวช่วงท้ายหมึกพิมพ์จางไปพอสมควรจึงอาจถอดความได้ไม่ครบถ้วนทั้งหมด




วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

โปสเตอร์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ๖๙




'รงค์ วงษ์สวรรค์ ๖๙ 

วันที่ 19-30 พฤษภาคม พ.ศ.2544
ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่














วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

แฟ้มภาพ # 4 :ลาครูเหม

งานพระราชทานเพลิงศพ ครูเหม เวชกร ที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ 28 กันยายน 2512 อิงอร, พรานบูรพ์, พนม สุวรรณบุณย์, นพพร บุญยฤทธิ์, รัตนะ ยาวะประภาษ, 'รงค์ วงษ์สวรรค์, อาจินต์ ปัญจพรรค์.....วาสนา ยาวะประภาษ


จาก หนอนหนังสือ ปีที่ 1 ฉบับที่ 10 ประจำเดือนมกราคม พ.ศ.2532