วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

คอลัมน์ "กรายกรุง" โดย นิตย์ นราธร

ภาพประกอบโดย ประยูร จรรยาวงษ์

บางส่วนจากคอลัมน์ "กรายกรุง"
ชาวกรุง ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ.2511
โดย นิตย์ นราธร (นพพร บุณยฤทธิ์)



ถ้ า ข้ า พ เ จ้ า จ ะ ส ง ส า ร ใ ค ร สั ก ค น ใ น เ ดื อ น นี้

คงจะไม่ใช่คนกรุงเทพฯบางคนที่มีเงินสิบเอ็ดบาทแล้ว (ดัน) เอาไปซื้อล้อตเตอรี่เสียสิบบาท เหลือเงินบาทเดียวเอาไปซื้อข้าวแกงกิน แล้ว (ดัน) บ่นออกมาหาบ้าอะไรไม่รู้ว่ากินไม่อิ่ม และข้าพเจ้าก็คงจะไม่สงสารเพื่อนอีกคน นั่งอยู่ไม่ไกลกันบนสำนักงานนี้ คืนวานเขามีเงินเกือบหกร้อยบาท แต่เมื่อเช้าเขาขอยืมข้าพเจ้าห้าดอลล่าร์ -- เขาว่ามันฟังดูน้อยดี กว่าจะพูดว่าขอยืมหนึ่งร้อยบาท

"คืนวานคุณรวยกว่าผม" ข้าพเจ้าฉุนโกรธ "แล้ววันนี้มายืมผมทำไม?"

"หมดแล้วนี่หว่า" เขาตอบ

"คุณเอาไปทำอะไร?" ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคงจะตอบได้หลายคำ เช่นว่าเอาไปเสียค่าเช่าบ้าน แต่ดูเหมือนเขาจะมีบ้านของเขาเป็นส่วนตัวแล้ว

หรือเขาจะเอาไปสมทบกับชาวตรอกบ้านเดียวกันเพื่อร่วมกันซ่อมแซมซอยหน้าบ้าน เพราะมันชำรุดจนเหมือนซอยทั้งหลายที่คนมีบุญ (ทางการเมืองและปืน) ไม่เคยมีเมียน้อยอยู่ในนั้น

หรือเขาจะเอาไปเสียค่าไฟฟ้าซึ่งมันแพงเหลือเกิน เขื่อนยันฮีเป็นพยานได้ และมัน (ก็เขื่อนน่ะซี) ยังเสียใจจนทุกวันนี้ ที่มันผลิตไฟฟ้าได้ราคาถูกๆ ตัวมันเองก็ใช้หนี้แบ๊งค์โลกราคายูนิตละถูกๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนด้วยกันมาทำให้ราคาไฟฟ้าของมันแพง แต่เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นคงไม่มีอำนาจวาสนาถึงกับจะติดหนี้ค่าไฟฟ้าได้เป็นเงินตั้งห้าหกร้อยบาทเป็นแน่ เขาย่อมจะโดนตัดสายเสียก่อน ด้วยความเมตตาไม่ให้เขาต้องสิ้นเปลืองต่อไป -- ของคนขายไฟฟ้าแพง

หรือเขาจะเอาไปเล่นหมู ก็หมูที่ขายกันแพงๆ นั่นแหละ ข้าพเจ้านึกว่าเขาเล่นหมูเพราะเขาไม่เล่นม้า เขาอาจจะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนซื้อรำมาเลี้ยงหมูให้มันขาดทุนเล่น มันก็เป็นสิทธิของเขา

แต่เขาตอบ "ผมเอาไปกินเหล้า"

"กินกับใคร คงหลายคนซีถึงหมดตั้งเท่านั้น?"

"กินมันคนเดียว"

"คนเดียว!" ข้าพเจ้าควรใส่เครื่องหมายตกใจมากกว่านั้น "เงินเกือบหกร้อยคุณกินเหล้าคนเดียวหมด บ้า หรือเมา"

"ก็ไม่บ้าไม่เมา" เขายิ้มจนหนวดบนริมฝีปากส่าย แล้วว่า "ผมมีร้านเหล้าดีๆ อยู่ร้าน มันหลบหนีความจอแจและสีสันของกรุงเทพฯไปอยู่ในซอก ที่นั่งสบายเหมือนกับนั่งตักโซเฟีย ลอเรน อ้อ -- แต่คุณไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ก็เห็นจะต้องว่าเหมือนนั่งตักมานี มณีวรรณ บรรยากาศเงียบเชียบ ไม่มีคนแหกปากร้องเพลงภาษาฝรั่งไม่ชัดให้ได้ยิน มีแต่เพลงจากแผ่นเสียงแผ่วๆ เบา คนเลือกเพลงก็เลือกแต่เพลงรักหยาดๆ ทั้งนั้น บาร์เท็นเด้อร์มือมันยังไม่ค่อยดีนัก ใส่เวอร์มุธในแก้วมาร์ตินี่มากเกินควร แต่เขาเป็นคนตาบอด เอ้อ -- ผมหมายถึงเขาเป็นคนไม่เสพย์กามทางตาโดยการแอบมองผมกับผู้หญิงที่อยู่กับผม ถ้าผมบังเอิญมีผู้หญิงไปด้วย เหล้าที่นั่นแก้วละยี่สิบห้าบาท ผมกินเข้าไปยี่สิบสองแก้วก็เป็นเงินห้าร้อยห้าสิบ เตะมัน..."

"คุณเตะเขาทำไม?" ข้าพเจ้าเอียนกับภาษาของเขาบ้างแล้ว

"ถีบครับ ไม่ใช่เตะ ผมหมายถึงทิปน่ะ ผมทิปอีกยี่สิบ แล้วผมก็เหลือเงินอีกยี่สิบกว่าบาทพอเป็นค่ารถกลับบ้าน..."

"ทำไมคุณจะต้องรนไปกินเหล้าแพงๆ อย่างนั้นวะ?"

"โธ่ ผมเหนื่อยตลอดสัปดาห์ คุณจะไม่ให้ผมหาความสุขบ้างหรือ" เขาครวญ

"มันแพงเกินควร คุณไม่เคยค้าฝิ่นเถื่อน คุณไม่เคยขายมิเต้อร์แท็กซี่ คุณไม่เคยขายหมู คุณไม่ใช่คนมีเงินหลายร้อยล้านแล้วแอบไปลงทุนทำสวน คุณไม่เคยรวย เอ้า -- ผมพูดความจริง ไม่ใช่ดูถูก ทำไมจะต้องซื้อความสุขให้มันแพงนัก"

"จริงอย่างคุณว่า" เขายิ้มจนหนวดส่ายอีก "ผมไม่เคยรวยแต่ผมไม่เคยนึกว่าผมจน ผมเหนื่อย ความชรามันวิ่งถลักหน้าถลักหลังผมอยู่ทุกมุมถนน ถ้าผมไม่ซื้อความสุขที่ผมคิดว่าผมมีความสุข แล้วผมจะซื้อห่.....อะไร"

เขายักไหล่เสียด้วย

"มันสุขยังไงนั่งกินเหล้าคนเดียว?"

"ผมเคยไปที่นั่นกับผู้หญิงที่ผมต้องใจมาก แต่คืนวานหล่อนไม่ว่าง ผมคิดถึงหล่อนผมจึงไปนั่งกินเหล้ายี่สิบสองแก้วเพื่อคิดถึงหล่อน..."

"เมื่อก่อนเห็นกินสิบเอ็ดแก้วเท่านั้น" ข้าพเจ้าท้วง

"ก็ผมคิดถึงหล่อนมากเป็นสองเท่าที่เคยคิดถึงคนอื่น หรือจะพูดอีกที... หล่อนเป็นผู้หญิงถึงสองคนที่ผมคิดถึง อูว์....น่ารัก"

"บ้า"

ข้าพเจ้าไม่ให้เงินเขายืมหนึ่งร้อยบาทเพราะไม่สงสาร







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น