แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life : บทสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life : บทสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

บทสัมภาษณ์ในวารสารโบราณคดี




วารสารโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 มกราคม-มีนาคม พ.ศ.2512 ตีพิมพ์บันทึกบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดย ขรรค์ชัย บุนปาน จากงานที่จัดโดยชมรมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2511 ณ ท้องพระโรง วังท่าพระ 

บทสัมภาษณ์นี้ต่อมาตีพิมพ์ในหนังสือ โขนถอดหัว ของ ขรรค์ชัย บุนปาน (ประพันธ์สาส์น, 2512) 

และรวมอยู่ในหนังสือ วานปีศาจตอบ รวมบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

น่าเสียดายที่รูปถ่ายจากงานสัมภาษณ์ทุกรูปที่ลงในวารสารไม่มีความคมชัดพอจะนำมาเผยแพร่ซ้ำได้











วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่ายป่า-ราวดอย



คัดจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่ายป่า-ราวดอย 
สานใจคนรักป่า, เล่มที่ 47 กรกฎาคม-สิงหาคม 2544



"อาเป็นคนรักป่า แต่ไม่ใช่นักอนุรักษ์ป่าอย่างที่เขาหมายถึง นักอนุรักษ์ป่าเขาหมายถึงใครไม่รู้ หมายถึงคนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์หรือเปล่า นานๆ เดินออกมาทีเห็นป่าก็ตื่นเต้นและคิดจะอนุรักษ์หมด ต้นไม้ล้มหนึ่งต้นก็นั่งร้องไห้

"อารักป่าโดยความรู้สึกว่าป่ากับคนต้องอยู่ด้วยกันได้ ต้องเอื้อเฟื้อต่อกันได้ คือคนก็ต้องไม่รังแกป่า ป่าไม่รังแกคนอยู่แล้ว แต่ว่าจะอยู่กันอย่างไรนี้คือปัญหา

"การทำลายป่าในประเทศไทย มันเริ่มต้นในสมัยรัฐบาลทหาร รัฐบาลในทศวรรษที่ผ่านมาที่มีความคิดเผด็จการเขาทำลายป่ากันแทบทุกภาคของประเทศไทย เพื่อจะตัดไม้เป็นธุรกิจ คนธรรมดาไม่มีใครทำลายป่าได้ ไม่มีอำนาจ ไม่มีเครื่องมือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือปืน

"ต้นไม้ใหญ่ๆ มันถูกทำลายไปหลายสิบปีแล้ว อย่าลืมที่เราเรียกว่าต้นไม้ใหญ่นั้นอายุควรจะ 100 ปีขึ้นไป 200 ปีถึง 300 ปี โดนตัดขายไปหมดแล้ว ตัดขายไปเป็นทุนรอนปฏิวัติรัฐประหาร ตัดไปเพิ่มต้วเลขในบัญชีธนาคาร

"การเป็นคนรักป่าไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่กินใบไม้ กินนะ ต้องกินใบไม้ ต้องหักแขนหักขาป่าบ้าง เอามาทำฟืน ไม่ใช่ปล่อยให้ฟืนมาหล่นใส่หลังคาบ้าน

"คนอยู่ในป่าคารวะป่า เขามีกฎเกณฑ์ เขาจะกลัวต้นไม้ใหญ่ๆ มากเหลือเกินว่ามันจะมีผีสางนางไม้ อย่างนี้จะทำให้ป่าไม่ตาย แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อจำนวนประชากรมากขึ้น และเมื่อความเจริญอย่างน่าทุเรศที่ภาษารัฐบาลเรียกว่าการ "พัฒนา" ทะลักเข้ามาในหมู่บ้าน

"ชาวบ้านปลูกพริก ก็ปลูกกันทุกบ้านจะไปขายใครที่ไหน แล้วเขาทำไง เขาต้องรุกป่าสิครับ พอมีคนมาแนะนำให้ปลูกกระเทียม เอาแล้ว ใครห้ามก็ไม่ได้หรอก...

"ต้องส่งเสริมให้มีคนแบบพะตีจอนิ โอโดเชา น่าจะมีคนอย่างนั้นมากๆ และต้องมีคนแบบนี้มาเอดูเคทกับคนที่เขาอยู่ในป่าด้วย แต่ว่าไม่ใช่ไปปลุกระดมให้เป็นศัตรูกับองค์กรของรัฐ องค์กรของรัฐก็เหมือนกันจะต้องถ่อมตัวลงมา ให้มาเดินคุยกับคนในป่า รู้จักยกมือไหว้กับคนในป่าเขาบ้าง

"จะแก้ปัญหาคนในป่าต้องเข้าใจคนในป่า เหมือนอามาอยู่ที่นี่อาเน้นเสมอ อามาน้อมต่อป่านะ ต้องศึกษาว่าใบไม้ไหนจะร่วงเดือนไหน จะโปร่งเดือนไหน เดินดูแลเขา พอเห็นเขาจะเป็นโรคต้องพรูนนิ่งซิสเต็ม ไปตัดกิ่งตัดก้านที่มีเชื้อรา เชื้อโรค .. นี่ต้องศึกษาเขา ดูแลเขา"






วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อ่าน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (2) : บทสัมภาษณ์/บันทึกสนทนา (update 17-01-59)




'รงค์ วงษ์สวรรค์ / ขรรค์ชัย บุนปาน
วารสารโบราณคดี, ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 มกราคม-มีนาคม 2512 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

ปรายตามองสาว
ลลนา, ฉบับที่ 3 ปักษ์แรก กุมภาพันธ์ 2516 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

สัมผัสความรู้สึกหลังแผงหนวดของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / พราย ภูวดล (ประภัสสร เสวิกุล)
ขวัญดาว, ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 พฤศจิกายน 2517

พบนักเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)
สกุลไทย, ปีที่ 24 ฉบับที่ 1216 อังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2521

'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับกามารมณ์ของเขา / ชาวา กัญญ์ (ณิพรรณ กุลประสูตร)
หนุ่มสาว, ฉบับที่ 14 พฤษภาคม 2521

'รงค์ วงษ์สวรรค์
เอ็กเซ็กคิวทีฟ, ปีที่ 2 ฉบับที่ 12 2524

นัดพบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) / ไพลิน รุ้งรัตน์
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, ปีที่ 29 ฉบับที่ 26 วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2525 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

วานปีศาจตอบ
ถนนหนังสือ, ปีที่ 2 ฉบับที่ 6 ธันวาคม 2527 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

จากเรือนริมน้ำของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / พิมพ์สี
แพรว, มีนาคม 2528 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

หลายคำตอบของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ 
ถนนหนังสือ, ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กันยายน 2530 [คัดจาก ถึงป่าคอนกรีท]

'รงค์ วงษ์สวรรค์ / อารี แท่นคำ
The Quiet Storm, ฉบับที่ 67/2530



'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้รุ่มรวยอารมณ์ คนที่คุณอาจรู้จัก หรือไม่รู้จักเลย
Looks, ปีที่ 5 ฉบับที่ 60 ตุลาคม 2531

รงค์ วงษ์สวรรค์ พ.ศ.นี้ทำอะไรอยู่
HI-CLASS, ปีที่ 6 ฉบับที่ 69 มกราคม 2533

อิสรชนคนของวรรณกรรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / จันทร์สถาพร
คอลัมน์คนบนถนนนักเขียน, WRITER, ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2535

ขุดรากอารมณ์ภาษา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนใหญ่ไฟยังแรง / สัจภูมิ ละออ
มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 13 ฉบับที่ 683, 24 กันยายน 2536

ชีวิตจริง และความจริงของชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นายภาษาแห่งสวนทูนอิน / สัจภูมิ ละออ
ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พฤศจิกายน 2536

'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งดงอักษร
GM, ปีที่ 8 เล่มที่ 120 ปักษ์หลัง เมษายน 2537

ลูกผู้ชายชื่อ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนของแม่น้ำ แผ่นดิน และป่าไพร / อรสม สุทธิสาคร
สารคดี, ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 กรกฎาคม 2537 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

พญาอินทรีแห่งฟ้าอักษร ’รงค์ วงษ์สวรรค์ / จารึก วิสิฏฐา
สีสัน, ปีที่ 7 ฉบับที่ 10 พฤษภาคม 2538

'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ไม่เคยมีวันหยุด
วาไรตี้, ปีที่ 4 ฉบับที่ 60 ปักษ์หลัง กรกฎาคม 2539

กรรมกรในงานศิลป์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
ขวัญเรือน, ปีที่ 29 ฉบับที่ 603 ปักษ์แรก มกราคม 2540



'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมเป็นคนแปลกหน้าสำหรับกรุงเทพ!
WRITER, ปีที่ 6 ฉบับที่ 9 กันยายน 2540

ในโลกของนักอ่าน ในนามผู้เฝ้ามองสังคม
คอลัมน์ห้องหนังสือ, Life & Decor, ปีที่ 7 ฉบับที่ 73 กันยายน 2540

'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีบินเหนือดอยสูง
WRITER, ปีที่ 7 ฉบับที่ 6 (61) มิถุนายน-กรกฎาคม 2541 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

น้ำค้างหยดเดียวในความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ผู้จัดการรายวัน, วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2542

'รงค์ วงษ์สวรรค์ คืนถิ่นลุ่มน้ำแม่กลอง (1)
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 25-31 กรกฎาคม 2542 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

'รงค์ วงษ์สวรรค์ คืนถิ่นลุ่มน้ำแม่กลอง (2)
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 1-7 สิงหาคม 2542 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึงนักเขียนหนุ่ม
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 8-14 สิงหาคม 2542 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

ชีวิตของตัวอักษร 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / ยุทธนา วรุณปิติกุล
เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ, ฉบับที่ 56 วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2543

'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X / องอาจ ฤทธิ์ปรีชา
M, ปีที่ 2 เล่มที่ 20 ตุลาคม 2543

’รงค์ วงษ์สวรรค์ รำพึงรำพันจากห้วยบวกเขียด / สัจภูมิ ละออ
จุดประกายวรรณกรรม กรุงเทพธุรกิจ, ปีที่ 14 ฉบับที่ 4517 วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544



'รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่ายป่า-ราวดอย
สานใจคนรักป่า, เล่มที่ 47 กรกฎาคม-สิงหาคม 2544

รงค์ วงษ์สวรรค์...งูยังไม่ตาย วัดความยาวไม่ได้
พลเมืองเหนือ, ฉบับที่ 29 ประจำวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2545

ลาบหลู้ซาลูน บ้านเทวดาเป็นใจของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / "มนูญ"
บ้านและสวน, ปีที่ 26 ฉบับที่ 310 มิถุนายน 2545

'รงค์ วงษ์สวรรค์ the writer's secret 
HEALTH & CUISINE, ปีที่ 3 ฉบับที่ 28 พฤษภาคม 2546

...with อาว์ 'รงค์ and a dog a day (HA-HA) : บทสนทนาของคน(หนุ่ม) - but a breath and a shadow! 
คอลัมน์ a day with a view, a day, ปีที่ 4 ฉบับที่ 41 มกราคม 2547 [รวมอยู่ใน วานปีศาจตอบ]

สุภาพบุรุษเสรีชน : 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / ตติกานต์ อุดกันทา
a day weekly, ปีที่ 1 ฉบับที่ 13, 13-19 สิงหาคม 2547

'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งดงอักษร
GM, ปีที่ 20 เล่มที่ 333 เมษายน 2549

Beat on, Beat in, Beat out ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / ชัยพร อินทุวิศาลกุล
Underground Buleteen วารสารหนังสือใต้ดิน, vol. 11 เมษายน 2550

เยือนสวนทูนอิน อ่านชีวิต ความคิด 75 กะรัต 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ขวัญเรือน, ฉบับที่ 855 ปักษ์แรก กรกฎาคม 2550

เยี่ยมรังพญาอินทรี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สวนทูนอิน...สวรรค์บนดิน
ชีวิตต้องสู้, ปีที่ 15 ฉบับที่... 16-31 ตุลาคม 2550



เยือนเชียงใหม่ ไต่ดอยสูง สนทนาประสานักเดินทาง กับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ยูงทอง 43 ฉบับรักเดินทาง, กุมภาพันธ์ 2551

เสียงพูดสุดท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์
สารคดี, ฉบับที่ 290 เมษายน 2552 [คัดจาก เสียงพูดสุดท้าย]

สนทนากับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 30 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2552

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในฐานะพ่อ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์
Openbooks Review, No.1 summer 2009 [คัดจาก เสียงพูดสุดท้าย]

สัมผัสความรู้สึกหลังแผงหนวด 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ขวัญเรือน, ฉบับที่ 906 ปักษ์หลัง สิงหาคม 2552






**ขอบคุณผู้เอื้อเฟื้อข้อมูล

**ช่วยกันเพิ่มเติมได้ครับ ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสาธารณะเพื่อการค้นคว้าอ้างอิง บล็อกพญาอินทรีเป็นเพียงผู้รวบรวม





สนับสนุนโดย ร้านหนังสือ Book Eden

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์













อนุสรณ์


๐ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มใหญ่) (ไรท์เตอร์ พ.2/57)

๐ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มเล็ก)










ถ้อยคำสัมภาษณ์


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X / องอาจ ฤทธิ์ปรีชา (หนังสือทำมือ)

๐ วานปีศาจตอบ (มติชน พ.1/49 / ฟรีฟอร์ม พ.2/52)

๐ เสียงพูดสุดท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (ไต้ฝุ่น พ.1-พ.2/52 / บางลำพู พ.3/57)











เนื่องจากงานเขียน


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง (มติชน พ.1/39) 

๐ พจนานุกรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉบับย่น พ.ศ.2547 (แจกฟรีกับนิตยสาร a day ฉบับที่ 41)

๐ เพรียวนม (ไรท์เตอร์ พ.1/57)










เหลี่ยมมุมชีวิต


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ยิ่งยงแห่งสวนทูนอิน / ถวัลย์ มาศจรัส (มิติใหม่ พ.1/39)

๐ อินทรีผงาดฟ้า / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52)

๐ โบยบินอย่างอินทรี / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52) 

๐ Bridge สะพานข้ามเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และเพื่อนหนุ่ม (โอเพ่นบุ๊กส์ พ.1/52)

๐ สวนนักเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / แพร จารุ + ถนอม ไชยวงษ์แก้ว (ถนอมแพร พ.1/53)








สนับสนุนโดย ร้านหนังสือ Book Eden

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

สนทนาประสานักเดินทาง กับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์



คัดจาก เยือนเชียงใหม่ ไต่ดอยสูง สนทนาประสานักเดินทาง กับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
นิตยสารยูงทอง 43 ฉบับรักเดินทาง กุมภาพันธ์ 2551



"เราได้เดินทางเราก็ได้เห็นโลก ถ้าคุณอยู่กับบ้านนะ คุณอยู่เชียงฮาย คุณบ่หันอ่ะหยัง ก็เห็นแม่บ้าน เดินไปมีต้นไม้กี่ต้น มีลำเหมืองกี่ลำเหมืองก็จบแล้ว ยิ่งไปก็จะยิ่งเห็น เห็นข้อเปรียบเทียบ"

"อาคิดว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำงานหนังสือพิมพ์ คิดว่าจะเสนอสิ่งที่เขามองข้าม หรือเขาไม่ทันเหลียวมอง เสนอให้เขาได้มอง"

"เป็นโรคนอนไม่หลับเวลาเดินทาง เขียนหนังสือง่ายที่สุด คือเขียนในที่คนเยอะๆ นั่งเขียนในร้านกาแฟ กินกาแฟ ดูดบุหรี่ไป เขียนหนังสือไป เขียนเสร็จก็เอาไปขาย"

"ถ้าเงียบๆ นะ มันเพ้อเจ้อ พอนั่งเงียบๆ มันจะเลื่อนลอย ปกติอาอยู่อย่างนี้ อาต้องเปิดวิทยุทั้งวัน"

"เปิดวิทยุเอเอ็มดีที่สุด คือเขาพูดในสิ่งที่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่ขอให้มันมีอะไร ให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว"

"เคยใฝ่ฝันแบบโง่ๆ ว่าจะเดินทางไปในอวกาศสักครั้ง เป็นไปไม่ได้แล้ว"

"ถึงเดี๋ยวนี้ไม่ได้เดินทาง มันก็มีองค์ประกอบในชีวิตที่ช่วยเยอะ ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หนังสือท่องเที่ยวดีๆ สนุก รายการโทรทัศน์ดีๆ ก็สนุก รายการท่องเที่ยว แต่มันน่าเสียดาย ที่ส่วนมากเป็นรายการของประเทศอื่น"

"เคยใฝ่ฝันว่าตัวเองอยากจะทำรายการสารคดีโทรทัศน์ ใฝ่ฝันไว้ แต่มันก็เลิกล้มความคิดนี้มานานแล้ว"







**ขอบคุณคุณปิยกุล ภูศรี เอื้อเฟื้อนิตยสารยูงทองฉบับนี้ 




วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึงนักเขียนหนุ่ม



คัดจาก จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึงนักเขียนหนุ่ม
โดย มาลี วรรณศิลป์
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, 8-14 สิงหาคม 2542



"ขณะนี้มันทำท่าว่าอารมณ์ขันบนถนนหนังสือจะน้อยลงไป.."

"อันที่จริงผมเขียนเรื่องหนักนะ แต่พยายามเอาอารมณ์ขันมาสอดใส่ ถือคติว่าทำเรื่องยากให้ง่าย ทำหนักให้เบา"

"เรื่องสั้นหรือนวนิยายมีหลายแบบหลายลักษณะที่จะรับใช้สังคม ประชาชนก็ยังมึนงงเหมือนเดินอยู่ในเงามืด นักเขียนควรที่จะช่วยจุดเทียนสักเล่ม ให้คนมีแสงสว่าง ให้คนคลายอึดอัด"

"นักเขียนต้องยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับประชาชน แต่ไม่ใช่ยืนหน้าบึ้ง ต้องยืนแบบให้กำลังใจกัน โอบไหล่ประคับประคองกันไป"

"ศัตรูของเราเปลี่ยนหน้า นักเขียนอย่าไปสับสน เราต้องพยายามจับศัตรูให้ได้ และพยายามเปลี่ยนหน้าไพ่สู้กับมัน อย่ามัวนั่งค่อนขอดตัวเองว่าเรายังเด็ก เราสับสน อย่าไปคิดอย่างนั้น.."

"เมื่อใครค้นพบแนวทางของตัวเอง เราจะดีใจมาก และภาวนาขอให้ไปถึงปลายทาง"

"การพบตัวเองไม่ง่าย เช่นเดียวกับพบศัตรูก็ไม่ง่าย"








วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขุดรากอารมณ์ภาษา 'รงค์ วงษ์สวรรค์



คัดจาก ขุดรากอารมณ์ภาษา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนใหญ่ไฟยังแรง
โดย สัจภูมิ ละออ
มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 683, 24 กันยายน 2536


"เราเขียนหนังสือด้วยความรู้สึก เรารู้สึกอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น

"จะทำอย่างไรถึงอธิบายความในใจของตัวเองให้ผู้อ่านเข้าใจหรือเห็นภาพชัดเจน ก็ลองทำไปเรื่อยๆ บากบั่นอยู่นาน.."

"อ่านมามากๆ ก็มีความรู้สึกว่า เอ้..ทำไมต้องเขียนเหมือนคนนั้นคนนี้เขา ก็คิดมาเรื่อยๆ มันก็ออกมาเอง ไม่ได้มานั่งปั้นคำนั้นคำนี้ไม่เคยหรอก เป็นความสัตย์จริง คือบางคนว่ามานั่งคิดประดิษฐ์ไม่ใช่น่ะ"

"เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ เพราะแต่ละคนต่างถือว่าตัวเองมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของภาษา ทุกคนก็อยากใช้ภาษาของตัวเองให้เป็นที่เข้าใจมากที่สุด ใช้เพื่อศิลปะหรือประโยชน์อะไรก็ตาม"

"คือตัวเราจริงๆ กับที่คนอื่นมองมาจากข้างนอกนี่คล้ายๆ ว่าจะเป็นคนละคนนะ คนภายนอกมองเราเป็นคนเหลวไหล เป็นคนไร้สาระ ใช้ชีวิตแบบนกขมิ้นอะไรทำนองนั้น หรือไม่ก็บาร์ฟลาย แมงบาร์ อย่างที่เราเขียนถึงเสมอๆ ทีนี้ชีวิตการทำงานของเราไม่ใช่อย่างนั้น"

"เราเป็นคนเก็บข้อมูล มีแฟ้มเอกสาร มีอะไรมากมายในการทำงานโดยเฉพาะการเขียนหนังสือเป็นอาชีพเลยเนี่ย มันต้องประกอบไปด้วยอะไรมากมายเหลือเกิน จะต้องมีคลิปปิ้งจากหนังสือพิมพ์ จะต้องมีภาพถ่ายเก็บไว้ในแฟ้ม สำหรับไว้ทบทวนความทรงจำ เรามีแถบบันทึกไว้บันทึกเสียงคนที่เราอยากจะพูดด้วย"

"ในยุคหลายๆ ปีก่อนโน้นมันไม่มีแถบบันทึกเสียง ต้องใช้จดเอา แอบฟังเขาพูดอะไรก็คอยจดๆ เอาไว้ เพราะคิดว่านั่นเป็นวิธีทำงานที่ดีที่สุด"

"การคิดต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง แต่ความจริงน่ะเขียนไม่ได้ทั้งหมดหรอก มันก็ต้องมากลั่นกรอง.... นี่แหละ ศิลปะของการเขียน มันอยู่ตรงนี้"

"เราเป็นคนเกลียดคำว่าระบบนะ เราไม่ชอบได้ยินเลยในชีวิต แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องมีอะไรที่คล้ายๆ กับระบบเหมือนกัน จะต้องมีเวลา จะต้องมีวันที่ วันไหนจะทำอะไรต้องตั้งใจไว้ เราเป็นนักเขียนอาชีพ ไม่ใช่นึกจะเขียนอะไรก็เขียนเอา อย่างนั้นไม่ใช่ อย่างนั้นต้องเป็นนักเขียนสมัครเล่น"

"นักเขียนอาชีพต้องทำตามเงื่อนไข มีอะไรผูกพันอยู่กับบรรณาธิการ อยู่กับผู้อ่าน มันก็ต้องกำหนดสิว่าวันหนึ่งจะทำอะไร แต่บอกได้จริงๆ เลยว่า ตัวเองนี่ไม่ได้คิดเรื่องอะไรนอกจากคิดเรื่องการเขียนหนังสือ"

"บอกรุ่นน้องเสมอว่าต้องทำงานหนัก เราจะต้องตั้งใจทำจริงๆ หลังเขียนแล้วต้องอ่านทบทวนให้ดีก่อนส่งบรรณาธิการ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ด้วยความเต็มใจที่จะทำออกมา เมื่อเขียนออกมาอ่านดูบอกตัวเองว่าใช่แล้ว อย่างนี้ละมันเป็นวิธีหนึ่งที่จะสำรวจตัวเอง"








วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตจริง และความจริงของชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์




คัดจาก ชีวิตจริง และความจริงของชีวิต
'รงค์ วงษ์สวรรค์ นายภาษาแห่งสวนทูนอิน
โดย สัจภูมิ ละออ
ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 พฤศจิกายน 2536



"ชีวิตเรานี่มันลำบาก คนที่มองเรามาเหมือนคนละคน เราไม่บอกว่าเราทุกข์ ตัวละครเรากินเหล้ากันราคาแพง นั่งกินกันในร้านแพงๆ ตัวเราเองอาจจะกินข้าวแกงข้างถนน มันคนละคนกัน"

"เราต้องเข้าใจชีวิต"

"ต้องเขียนจากชีวิตจริง ชีวิตจริงคือเรื่องที่ได้จากตัวเอง ตัวเองเกิดมาอย่างไร เรียนหนังสือที่ไหน ผ่านความทุกข์ความเจ็บปวดมาอย่างไร เพื่อนเป็นอย่างไร เก็บมาเขียนให้หมด นี่คือชีวิตจริง"

"อันดับสอง เราต้องเขียนความจริงของชีวิต...พยายามใคร่ครวญให้ดี จากชีวิตจริงมาสู่ความจริงของชีวิต"

"สิ่งเหล่านี้นายจะรู้ได้ จะคิดได้ เมื่อนายมีความชำนาญในการมีชีวิต นายจะต้องเติบโตมีความชำนาญในการที่จะเป็นคน"

"นักเขียนนี่ไม่มีใครมาสร้างมันได้ ไม่ใช่ปั้นหม้อปั้นโอ่งนี่หว่า มันต้องเป็นด้วยตนเอง ต้องฝึกฝน ต้องเข้าใจโลก ต้องเข้าใจปรัชญาชีวิต ต้องเข้าใจตรรกวิทยา ต้องเข้าใจหลายๆ อย่าง ไม่ใช่อยู่ๆ มาเป็น"








วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

นักวิ่ง...แห่งสวนทูนอิน



คัดจาก ชีวิตของตัวอักษร 'รงค์ วงษ์สวรรค์
โดย ยุทธนา วรุณปิติกุล
เซ็คชั่นเสาร์สวัสดี ฉบับที่ 56
กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2543



"เรากินเหล้าตั้งแต่อายุ 16 ไปนั่งร้านกาแฟ ร้านเหล้า รู้จักคนนั้นคนนี้ โดนเขาเตะบ้าง เตะเขา ชกเขาบ้าง ไปๆ มาๆ ก็เป็นเพื่อน งานเขียนมันมาทีหลัง"

"เป็นคนอยู่เงียบๆ ไม่เป็น ไม่ชอบอยู่คนเดียว ยกเว้นตอนอ่านหนังสือ เราชอบคบคน พอตอนหลังมาเป็นนักเขียน ก็...เออ กูก็มีอะไรแยะเหมือนกันโว้ย"

"เราเองเป็นคนสองคนในตัวเอง เป็นคนมีความขัดแย้ง ขณะที่เราทำชั่วเราก็ปลูกต้นไม้ เรารักต้นไม้ที่สุดในชีวิต อาจเป็นเพราะแม่เราเป็นชาวสวน"

"ตั้งแต่เด็กนี่จะไปเกเรยังไงกลับบ้านก็จะปลูกกุหลาบ ปลูกบอนสี โตหน่อยกลับมาดึกดื่น เพียบจากวงเหล้ากลับมาตีสามก็รดน้ำจับแมลงให้กุหลาบ"

"เราต่อรองอะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับ นอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคนใจอ่อนด้วย ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ"

"เวลาเขียนหนังสือ เขียนไม่จบไม่เลิก แต่ไม่ใช่ง่วงแล้วยังตะบี้ตะบันเขียนนะ ต้องแจ่มใสสุขภาพดี เพราะงานเขียนเป็นงานหนัก"

"เราไม่เคยรออารมณ์เลย เพราะเราเป็นนักเขียนอาชีพ ขืนรออารมณ์ไม่ต้องเขียนกัน เรารู้แล้วพรุ่งนี้จะเขียนอะไร เรารู้อยู่แล้วว่าในสัปดาห์หนึ่งเราจะเขียนอะไรบ้าง"

"การจะเป็นนักเขียนนายต้องรอบรู้ เราจึงไม่ชอบคำว่าคนขายฝัน เราขายความจริง"

"เราเป็นคนไม่เชื่อในความสุข เราไม่เชื่อว่ามีความสุข แต่เราพยายามวิ่งหนีความทุกข์" 

"การวิ่งหนีความทุกข์คือศิลปะของการใช้ชีวิต คือการเยียวยาความเจ็บปวด คือการรักษาบาดแผล เราไม่เชื่อว่ามีรถสปอร์ต มีรถสักสิบคันจะมีความสุข ไม่เชื่อว่ามีเงินพันล้านจะมีความสุข"

"คนเรามันต้องสงสัยอยู่เรื่อย ถ้าคนเราไม่สร้างคำถามแล้วพยายามหาคำตอบ ชีวิตก็ว่างเปล่า"

"ทุกคนต้องเป็น 'นักเลงชีวิต' ทั้งนั้น คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ต้องท้าทาย"

"เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตสิ้นเปลืองมาก เปลืองสุขภาพ เป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างที่เขาเรียกจุดเทียนสองด้านในเวลาเดียวกัน"

"เรื่องสังขารนี่เป็นของจริง เวลากับความตายเป็นของที่จริงที่สุด ทุกคนได้เท่าเทียมกันหมด"

"การรู้จักรักคนอื่นเป็นเรื่องดีที่สุด การให้ดีกว่าการรับ... เราให้ความอบอุ่นกับเพื่อน เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เอารอยยิ้ม คำพูดดีๆ มาให้กัน รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ การให้การรับต้องตีความให้ดี นี่คือการรู้จักคิดถึงคนอื่น"






วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บทสัมภาษณ์ในพายุเงียบ



คัดจากบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
โดย อารี แท่นคำ
นิตยสาร The Quiet Storm ฉบับที่ 67/2530

..........................



"ท่วงทีของการเป็นแจ๊ซซ์ บุคลิกของแจ๊ซซ์เป็นเรื่องที่น่าศึกษา เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เป็นเรื่องที่ควรจะมีเพราะมันเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดอารมณ์กันได้แม้มันจะมีกำเนิดมาจากนิโกร ซึ่งมีความคับแค้นใจต้องการจะพูด จะตะโกนบอกใครสักคนผ่านเสียงแตร ผ่านเสียงเครื่องดนตรีสักชิ้นออกมา"

"ผมฟังเพื่อแสวงหาความสุขส่วนตัว เพราะเรื่องของแจ๊ซซ์ก็เหมือนกับเรื่องของคลาสสิค คือต้องติดตาม ยิ่งติดตามมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งรู้สึกว่าผูกพันกับมันมากขึ้นเท่านั้น"

"แจ๊ซซ์มีการ improvisation มีการโต้เถียง มีการถามไถ่ มีการตอบสนองสติปัญญาโดยผ่านแตร ผมคิดว่าผมชอบเพราะเหตุนี้มากกว่า"

"การที่ผมเกี่ยวข้องกับดนตรีทุกวันนี้ก็เพื่อความเพลิดเพลินของผมเป็นเรื่องส่วนตัว.. อาจจะดูดกัญชานิดหน่อย มีผู้หญิงสวยๆ สักคน แจ๊ซซ์ดีๆ มีห้องที่มันน่าเอากันอะไรเทือกนั้น"

"ช่วงที่ผมสนุกกับแจ๊ซซ์มากที่สุดคือช่วงที่อยู่ในซานฟรานซิสโก"

"คำว่า Underground ไม่ใช่คำที่ผิดบาปหรือชั่วร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ... กวีเอกของโลกหลายๆ คนเริ่มต้นมาจากหนังสือพิมพ์อันเดอร์กราวด์ นักเขียนก็เยอะแยะ หรือแม้แต่ผู้กำกับการแสดงฮอลลีวู้ดก็ทำงานอันเดอร์กราวด์ มันคล้ายกับเป็นห้องทดลองที่หนึ่ง"

"คุณตะโกนคำว่า Fuck! บนหน้ากระดาษตัวเบ้อเร่อ ผมก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ถ้าเป็นพวกผู้ดีแสลงกาม กฎหมาย ผู้รักษาศีลธรรมเขาอาจจะคิดยังไงผมไม่รู้..."

"บ้านเราไม่มีองค์กรที่จะมาสนับสนุนการอ่านอย่างจริงจัง การแสดงรูปเขียนทางศิลปะก็ไม่ค่อยมีใครสนใจมาดู ผมเคยคุยกับพวกเพื่อนที่เป็น publisher ว่ามึงก็รอแต่ให้มีจังหวะว่าใครดัง แล้วมึงก็มาซื้อไปในราคาไม่แพง มึง make a fortune make a million แต่มึงเคยมีเงินสัก 5 บาทไหม ที่จะทำให้มีคนอ่านมากๆ มึงมีแต่ตัวเลขว่าขายได้เงินเท่านี้ก็พอใจแล้ว

"ถ้าการอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การซื้อรูปเขียน การฟังดนตรีก็ดีขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน การอ่านเป็นสื่อที่ดี"

"ผมไม่เชื่อว่านักเขียนไทยรวย อาจจะมีฐานะดีขึ้นบ้างนิดหน่อย แต่ไม่ได้แปลว่ารวย"

"ฮาโรลด์ ร็อบบิ้นส์ แค่ตั้งชื่อเรื่องก็ได้ล้านดอลลาร์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ตั้งชื่อเหมือนกันแต่ได้สามร้อย ไอ้ห่า!?!.."





วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

น้ำค้างหยดเดียวในความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์



คัดจาก น้ำค้างหยดเดียวในความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์
นสพ.ผู้จัดการรายวัน วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2542

บันทึกงานเสวนา นินทานายกรัฐมนตรี ณ ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2542 ดำเนินการเสวนาโดย สกุล บุณยทัต

--------------------


"ผมไม่ชอบเขียนเรื่องของตัวเอง ถ้าจะมีตัวเองเข้าไปบ้างก็หมายความว่าเพื่อจะอธิบายอะไรบางอย่างเท่านั้น แต่สิ่งที่ผมหวงแหนที่สุดคือความเป็นตัวของตัวเอง จะไม่ใส่ไปในเรื่องงานเขียนเด็ดขาด..."

"ส่วนมากตัวละครในหนังสือของผมเป็นคนที่เคยรู้จัก ผมทำงานแบบเก่าๆ สักหน่อยคือต้องมีตัวละครแล้วจึงหาฉาก จากนั้นจึงหาเหตุการณ์บรรจุเข้าไป จะให้คิดเอาเองไม่ได้ มันต้องมีเงาของใครสักคนอยู่ในนั้น..."

"อย่างสมรตัวละครซึ่งระเบียบจัด เรียนให้ทราบเลยว่าสมรที่เป็นหัวหน้าซ่องนั้นเป็นพี่สาวของนายตำรวจระดับนายพล แต่เขาชอบใช้ชีวิตหากินอย่างนี้ แม่ของผมจะเรียกพวกนี้ว่าผู้หญิงชั้นสูง..."

"นวนิยายหลายเรื่องต่อๆ มาผมก็จะจบห้วนๆ ตั้งหลายครั้ง เพราะบรรณาธิการที่เป็นสตรีบางทีก็พูดให้ผมสะเทือนใจหาว่าลามก ซึ่งผมไม่เข้าใจเพราะผมเห็นว่าผมไม่ใช่ทำเรื่องลามก เลยอยากจะหยุดเขียนไปซะ ผมเสียใจน่ะ ก็ผมเป็นคนนี่"

"ผมทำงานในแนวทางของผม คือผมจะระลึกอยู่เสมอว่าอย่าทำงานเกินความสามารถ ถ้าผมไม่ใช่นักปรัชญาผมก็ไม่เขียนเรื่องปรัชญา..."

"อันนี้มันเป็นความจริงที่จริง ไม่ต้องเอาลัทธิการเมืองมาจับ ลูกสาวคุณอายุ 6 ขวบก็มีสิทธิโดนข่มขืน เดี๋ยวนี้เราสร้างครูมาให้เป็นนักข่มขืน สร้างพระมาให้เป็นนักสืบพันธุ์ มันวิปริตกันถึงขนาดนี้แล้ว"

"กรุงเทพฯเมื่อก่อนคับแคบ เดี๋ยวนี้เป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ เอางี้ละกันว่าผมหลงทาง มาทีไรก็อาศัยน้องๆ หลานๆ รับมาเพราะไปไหนไม่ถูก ขับรถขึ้นทางด่วนก็เกือบถูกฆ่าหลายหนเพราะเลี้ยวไม่ถูกช่อง แต่ไม่เป็นไรครับ ก็ไม่ขับมัน"

"หลงกลิ่นกัญชาผมกลับมานั่งเขียนที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นผมเห็นว่ากรุงเทพฯเกิดอันตรายขึ้นแล้ว คือเพื่อนนักหนังสือพิมพ์เองก็เข้าใจคำว่าฮิปปี้ผิด นักการเมืองสมัยนั้นยุคถนอม ประภาส เห็นคนไว้ผมยาวก็บอกว่าเป็นฮิปปี้ ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม..."

"แท้จริงเราเรียกร้องแม้กระทั่งการพูดที่เป็นเสรี ซึ่งในอเมริกาไม่มีครับ อย่าคิดว่ามี ไม่มี(เน้นเสียง) คนพูดความจริงต้องตายเช่นเดียวกัน อย่านึกว่ามีแต่ประเทศไทยของคุณกับของผมเท่านั้น..."

"ปีนี้ผมอายุ 68 คนไทยมี 60 ล้าน ผมคิดแบบโง่ๆ อย่างของผมว่า ถ้ามันไม่โกง ไม่คอร์รัปชั่นกันบ้านเมืองไม่เป็นอย่างนี้หรอก มันมีจุดเดียวนี่แหละ.."

"เมืองไทยคนชั้นกลางมันหายไปช่วงหนึ่งช่วงเผด็จการ แต่ตอนนี้ทุกคนอยากเป็นคนชั้นกลาง ชนชั้นกลางคืออะไร คือคนที่ต้องมีเครดิตการ์ด มีมือถือ รถยนต์สักคัน บ้านผ่อนส่ง.."

"การจะเข้าสู่สภาพนี้ได้ไม่ใช่ง่ายนะครับ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม และในประเทศที่นักการเมืองถือว่าการเมืองนั้นเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง"

"นักการเมืองทุกวันนี้ไม่ได้ชี้ทางอะไรให้เราสักอย่าง มีแต่เอาตีนถีบเราไปสู่นรก..."

"ทุกวันนี้ผมเขียนหนังสือด้วยลายมือ หรือไม่ก็พิมพ์ดีดธรรมดา ลองเขียนคอมพิวเตอร์ดูแล้ว เขียนไม่เป็น ให้กดอะไรมันยุ่งไปหมด กลัวมันระเบิดเอา จริงๆ นะเป็นความสัตย์..."

"โทรศัพท์มือถือก็มีอยู่ในรถ แต่ผมกดไม่เป็น เป็นโทรศัพท์แบบนักข่าว กว่าจะพูดได้ทีเหนื่อยเหลือเกิน ดังอ๊อดแอ๊ดๆ"








วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วานปีศาจพูด : บทสัมภาษณ์ชิ้นแรก?


บทสนทนาด้านล่างนี้คัดจากหนังสือ ชมรมนักอภิปราย สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.2505 ซึ่ง ทวน วิริยาภรณ์ ได้รวบรวมเนื้อหาจากโต๊ะอภิปรายว่าด้วยศาสนา สังคม ศิลปะ และวรรณคดี ในงานต่างๆ และจากรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุหลายรายการ

'รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ในโต๊ะอภิปรายหนึ่งในเล่มนี้ โดยร่วมพูดคุยในรายการ คุยกันเรื่องหนังสือ ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ทางสถานีวิทยุ ท.ท.ท. เช้าวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2503 มี รัญจวน อินทรกำแหง เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับผู้ร่วมรายการนอกจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้ว มี ประยูร จรรยาวงษ์ ประหยัด ศ. นาคะนาท และ นิตยา นาฏยะสุนทร

แม้จะใช้ชื่อว่า "อภิปราย" แต่เป็นการพูดคุยในลักษณะตั้งคำถามและตอบกันโดยตรงระหว่างผู้ดำเนินรายการกับผู้ร่วมรายการแต่ละคน เมื่อคัดมาเฉพาะคำถาม-คำตอบจึงไม่ต่างจากการสัมภาษณ์นั่นเอง และเนื่องจากการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2503 ซึ่งย้อนหลังไปนานที่สุดเท่าที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงอาจเป็นไปได้ว่านี่คือ บทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ชิ้นแรก ที่มีการบันทึกไว้

ประเด็นสนทนาคือ แนวทางในการเขียนหนังสือให้ถูกใจคนอ่าน คัดมาเฉพาะช่วงที่ผู้ดำเนินรายการคุยกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ 

.....


@...ทีนี้ก็อยากจะขอเชิญคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ลองเล่าให้ฟังสักหน่อยสิคะว่าตัวละคอนต่างๆ นายอะไร เช่น แพ็ต บูน หรืออะไรเหล่านี้น่ะ

แพ็ท บัว ครับ

@แพ็ท บัว หรือคะ (หัวเราะ) คุณ 'รงค์ไปได้มาจากไหน แล้วทำไมถึงอยู่ดีๆ เกิดมาเขียนหนังสือถึงบุคคลเหล่านั้น?

เรื่องนี้มันออกจะยืดยาวสักหน่อยครับ แต่ผมจะพยายามเล่าให้ฟังอย่างสั้นๆ คือคนพวกนี้น่ะผมรู้จักเขาเท่าๆ กับที่ผมรู้จักตัวเอง ทีนี้ก็ต้องเริ่มต้นยังงี้ครับ เริ่มต้นตั้งแต่ผมอยู่โรงเรียน คือเมื่ออยู่โรงเรียนผมเป็นคนเรียนหนังสือดีครับ แต่ความประพฤติเลว อยู่ๆ มาก็หลายปีครับทางโรงเรียนเขาก็เลยขอร้องให้ลาออก ลาออกจากโรงเรียนแล้วผมก็เลยมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบุศยพรรณบางลำพู มาเรียนที่นี่อยู่อีกหลายปีครับ ได้รู้จักคนมาก ได้รู้จักเด็กหน้าโรงหนังด้วยกัน คำว่า "ด้วยกัน" นี่หมายถึงผมด้วยนะครับในฐานะเป็นนิสิตร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็มีนักล้วงกระเป๋า มีเด็กคาวบอย มีอีกหลายพวกครับ เด็กกระเป๋ารถเมล์ มาร์กเก้อร์บิลเลียด ตัดช่องย่องเบาเกือบทุกชนิดในบรรดาเด็กพวกที่เราเรียกว่าคาวบอยในสมัยนั้น

ทีนี้พอผมเรียนจบมหาวิทยาลัยบุศยพรรณนี่บังเอิญได้ฟูลไบรท์ ฟูลไบรท์ของผมมันเป็นฟูลไบรท์ส่วนตัวนะครับ ถ้าสมัยนี้ก็ควรจะเรียกว่าสปอนเซอร์ คือได้ภรรยารวย (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งสำหรับผมเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไร คือก็นอนแล้วก็เอาใจเมียบ้าง แล้วก็ชีวิตส่วนมากก็อยู่ในร้านเหล้าในร้านกาแฟเที่ยวเตร็ดเตร่ไป นี่ละครับก็เป็นโอกาสที่ค่อนข้างสำคัญมาก ถ้าจะพูดถึงว่าสำหรับชีวิตในการเขียนหนังสือของผม ผมได้รู้จักกับคนต่างๆ เหล่านี้แล้วนอกจากรู้จัก ผมยังได้เอาคนเหล่านี้เข้ามาเลี้ยงในบ้านด้วยโดยสปอนเซอร์ของผมไม่ขัดข้อง มันก็เป็นมายังงี้แหละครับ แล้วก็พร้อมๆ กันนั้นผมก็เป็นนักอ่านหนังสือ แล้วก็อยากจะเขียนหนังสือตั้งแต่รู้จักคุณประหยัด สมัยนั้นคุณประหยัดเคยชวนผมไปเป็นพระเอกหนัง แล้วหนังนั้นก็มีอันเป็นไป คือว่าอาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นพระเอกไม่ได้หรือคุณประหยัดทำหนังไม่เป็นหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ผลที่สุดผมก็ไม่ได้เป็นพระเอกหนัง ก็เริ่มหัดเขียนหนังสือ

@ก็เลยมาเป็นพระเอกในทางการเขียน?

มิได้ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ทีนี้พูดถึงเรื่องเมื่อกี้ที่คุณรัญจวนถามว่าแพ็ท บัว หรืออะไรเช่นนี้ใช่ไหมครับ? ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ คือผมรู้จักเขามากเหลือเกิน พอได้มาเริ่มเขียนหนังสือก็คิดว่าควรจะต้องหากำไรจากคนที่เรารู้จัก

@แล้วเขาเหล่านั้นเต็มใจไหมคะที่จะให้เอาชีวิตของเขามาเขียน เขาทราบไหมคะ?

ดูเหมือนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปครับ เพราะเขาไม่ใช่นักอ่านครับ เขาเป็นนักผจญชีวิต (หัวเราะ) อิสระ ไม่เกี่ยวกับหนังสือเลยครับ แต่ก็มีบางคนที่รู้นะครับเขาก็ไม่ว่าอะไร คือว่าเขาก็เกรงใจผม


@แล้วก็เวลาที่คุณ 'รงค์ เขียนชีวิตของท่านเหล่านั้นน่ะ คุณ 'รงค์มีความประสงค์แต่เพียงว่าอยากจะให้ผู้อ่านได้รู้จักชีวิตอีกมุมหนึ่งหรือมีความคิดอะไรแฝงอยู่ด้วยคะ?

ครั้งแรกนะครับเมื่อหัดเขียนหนังสือก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายกว่าผมจะให้คนอ่านสนุก ครั้นต่อๆ มาเมื่อเป็นนักเขียนเข้า - - คือหมายความว่าเป็นนักเขียนมากๆ เข้าหน่อยก็อยากจะให้คนอ่านสนุกด้วยแล้วก็อยากจะได้สตางค์แยะๆ ด้วย ครั้นต่อมาอีกปรากฏว่าเรื่องเหล่านี้มีคนสนใจ ก็มีบางคนพูดว่าเรื่องของผมพอจะเป็นประโยชน์สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ได้ อันนี้ผมไม่รู้

@ดิฉันคิดว่าเป็นค่ะ เพราะนักสังคมสงเคราะห์หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงไม่มีโอกาสจะได้รู้เรื่องเหล่านี้ แล้วก็บุคคลตัวอย่างที่มาเป็นตัวหุ่นให้คุณ 'รงค์เขียนนี่น่ะค่ะเวลานี้ยังอยู่หรือเปล่าคะ?

ก็มีชีวิตอยู่ด้วยกันทุกคนแหละครับ

@ยังอยู่กับคุณ 'รงค์หรือเปล่าคะ?

ไม่ได้อยู่กับผมครับ ต้องกระจัดพลัดพรายกันไป คือมีหลายพวกครับ บางคนก็ไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ตามเดิม บางคนก็ไปทำฟาร์มอยู่ทางกาญจนบุรีก็มี บางคนก็ไปเล่นหนังไทย บางคนก็มาเป็นนักเขียน แล้วบางคนก็ไปลาดยาว ก็ยังอยู่ทุกคนแหละครับ แต่สบายบ้างไม่สบายบ้าง (หัวเราะ)

@ที่จริงก็เป็นชีวิตที่น่าสนใจมากทีเดียวในการเขียนหนังสือเรื่องเหล่านี้ แล้วทีนี้มีคนเขาพูดถึงว่าหนังสือของคุณ 'รงค์นี่นอกจากมีแนวแปลกแล้วยังมีวิธีใช้สำนวนโวหารแปลกๆ อีกด้วย อันนี้ล่ะคะไปเก็บมาจากไหน?

อันนี้อาจจะเป็นนิสัยผมที่เรียกว่าไม่อยากจะทำอะไรให้เหมือนชาวบ้านเขาก็ได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ แต่ไอ้สำบัดสำนวนน่ะ ถ้ามันมีสำนวน ถ้าสำนวนในเครื่องหมายคำพูดนะครับ ผมก็ต้องจำมาจากตามข้างถนนหรือตามคาวบอยซึ่งหมายถึงตัวผมเองด้วยในครั้งก่อน ถ้าสำนวนนอกเครื่องหมายคำพูดอันนี้ผมไม่สามารถจะเรียนคุณรัญจวนได้ครับว่ามันมายังไง แต่ผมเคยมีหลักเกณฑ์อยู่อันหนึ่งซึ่งผมเคยพุดไว้ในหลายที่และหลายครั้งด้วยกันว่าผู้ที่มีอุปการคุณแก่ผมในการเขียนหนังสือนี้ก็มีคุณประหยัด ศ. นาคะนาท ที่นั่งอยู่นี่คนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งก็คือคุณอุษณา เพลิงธรรม นะครับที่เคยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแล้วแก้ไขขัดเกลาตามสมควร และอีกคนหนึ่งก็คือคุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยให้ข้อคิดเห็นไว้หลายอย่าง เป็นต้นว่าการเขียนหนังสืออย่าเทศน์ หมายความว่าให้เขียนให้คนเขารู้ว่าเราจะเขียนอะไร แต่ว่าไม่ใช่ไปตั้งตัวเป็นศาสดาสอนเขาหรือพูดจาเยิ่นเย้อ นี่ท่านให้ข้อคิดเห็นอันนี้ไว้ตั้งหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ผมไปอยู่สยามรัฐใหม่ๆ แล้วก็ท่านเคยพูดไว้อีกอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนนี้การเขียนหนังสือนี่ก็เหมือนกับคนขึ้นรถรางจากบางกระบือไปลงศาลาแดง คือต้องเขียนกันอย่างนั้นเลย ถ้าไม่ถึงศาลาแดงก็จบไม่ได้ แต่สมัยนี้คุณชายคึกฤทธิ์ก็บอกผมว่าไม่ต้องไปถึงศาลาแดงหรอก แวะกินกวยจั๊บที่สามแยกเสียก่อนก็ได้ (หัวเราะ) แล้วค่อยจบ ผมก็ยึดหลักนี้ ผมรู้สึกว่าสองสามหลักนี้ผมยึดถือไว้ตลอดเวลาที่เขียนหนังสือ

@อาจจะเป็นเพราะเหตุนั้นจึงเลยทำให้เรื่องของคุณ 'รงค์ดูมีชีวิตขึ้น

ครับ อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้

@ใครอ่านแล้วก็เหมือนกับได้พบไปด้วย แล้วเวลาเขียนยังงี้ล่ะคะมีความรู้สึกเห็นใจตัวละคอนบ้างไหมคะ?

สงสารมากครับ เพราะว่าตัวละคอนของผมส่วนมากมีตัวจริงๆ (หัวเราะ) มีตัวเองอยู่ด้วยบางครั้ง สงสารจับใจ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหนุ่มๆ สาวๆ อะไรอย่างนี้นะครับยิ่งสงสารอย่างบอกไม่ถูก

@มีความคิดเห็นในเรื่องการเขียนหนังสือนี่อย่างไร ทั่วๆ ไปไม่ได้หมายถึงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นอาจจะเป็นแนวทางของการเขียนหนังสือ มีหนทางจะไปดีหรือสิ่งใดที่เป็นอุปสรรค์ในการเขียนหนังสือที่เป็นความหนักอกหนักใจ... (คำถามนี้สำหรับผู้ร่วมรายการทั้ง 3 คน)

ผมเองก็ไม่ค่อยมีอะไรหนักใจหรอกครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเคยได้เรียนเอาไว้นะครับ การเขียนหนังสือของผมเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ถือว่าการเขียนหนังสือของผมนี่เป็นการสั่งสอนผู้อ่านหรืออะไร สิ่งที่หนักใจอย่างเดียวก็เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า คือกลัวว่าจะไม่มีคนอ่านเรื่องของผมเท่านั้นเอง







วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ขึ้นหน้าหนึ่ง




หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ประจำวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2511 มี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ปรากฏทั้งพาดหัวและภาพข่าว

พาดหัว เผยสภาพนักเรียนไทยในต่างแดน คิกเกอร์รับบรรทัดต่อมาว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าในสหรัฐยาป้องกันมีลูกขายดี ส่วนภาพข่าวเป็นภาพที่เราคุ้นเคยกันดี มีบรรยายใต้ภาพว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนหนุ่มเผยชีวิตคนไทยในสหรัฐฯจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

เนื้อข่าวช่วงแรกเกริ่นถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ว่ามีการรวมกลุ่มหาประโยชน์จากเพื่อนนักเรียนไทยด้วยกันที่ไปถึงใหม่ด้วยการหลอกสูบเงินไปเที่ยวเตร่หาความสำราญ ถ้าเป็นผู้หญิงจะฉวยโอกาสด้วยเรื่องทางเพศ เป็นเหตุให้เด็กใหม่ต้องเขียนจดหมายขอเงินจากทางบ้านกันมากผิดปกติ บ้างทำตัวฟุ้งเฟ้อจนมีหนี้สินท่วมตัว ยังไม่นับพฤติกรรมติดการพนัน บ้างก็สำส่อนเพราะถือว่ายาคุมกำเนิดหาซื้อง่าย

ต่อมาเป็นคำบอกเล่าของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวซึ่งเราคัดมาให้อ่านทั้งหมดดังนี้ 




จากกระแสข่าวที่รายงานพฤติกรรมของนักเรียนไทยในต่างแดนดังกล่าวข้างต้นนั้น และเพื่อจะคลี่คลายข้อเท็จจริงของข่าวที่ได้รับมานั้นว่ามีมูลความจริงแค่ไหนเพียงไร ในโอกาสนี้เราจึงได้ไปพบกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนหนวดงาม ผู้มีเรือนร่างเหมือนกับฮิปปี้ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์เมื่อตอนสายวันจันทร์ที่ 17 เดือนนี้ในฐานะที่นักเขียนหนวดงามผู้นี้ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาสี่ปีเต็มๆ ซึ่งทำให้เขาได้รู้ได้เห็นชีวิตของคนไทยที่อาศัยผืนแผ่นดินนั้นอยู่อย่างทะลุปรุโปร่ง และต่อพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นที่เรานำเอาไปถามอย่างเป็นกันเองนั้น เขาตอบสวนออกมาด้วยสำนวนสะบัดทันควันว่า

"ล้อส แอนเจลิส...แซนแฟรนซิสโกที่เรียกว่าเป็นเมืองร้ายที่สุด ผมก็ซุกหัวมาถึงสี่ปียังไม่เคยเห็นนักเรียนไทยสำแดงเดชยังงั้นเลย ผมอยู่เมืองนอก ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยเขียนข่าวกันอย่างว่าผมยังอดขันๆ ไม่ได้ เข้าใจว่าคนไทยในเมืองนอกอาจจะไม่เข้าใจนักเรียนไทยอย่างลึกซึ้งก็ว่าได้ ต้องเข้าใจกันอีกว่าคนไทยในเมืองมะริกานั้นมีอยู่ด้วยกันหลายฐานะ มีทั้งนักเรียนนักแสวงหาโชคที่ไปหางานทำ ส่วนอย่างผมไปอยู่คนละอย่าง เป็นนักเขียนเพื่อไปหาประสบการณ์มาเขียนให้คนไทยอ่าน ผมใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับนักเรียนไทยมามาก หมกกันถึงที่นอนหมอนมุ้ง ไม่เคยเห็นนักเรียนไทยคนไหนทำบัดสีเล่นสัปดน หรือว่าจะมีผมก็ไม่รู้เค้า เพราะยาคุมกำเนิดในเมืองมะริกาขายดิบขายดีขายกันอย่างเสรี แม้แต่คนอเมริกันเองก็ไม่กลัวในเรื่องอย่างนี้ แต่นั่นแหละ อย่าเพิ่งไปโทษพวกนักเรียนไทยเลย เป็นธรรมดาคนที่จากถิ่นไปอยู่ต่างแดน เมื่อเจอหน้าคนเมืองเดียวกันก็ต้องอดจับมือเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ความสนิทสนมก็ย่อมจะกระชับเกลียวกันเป็นของธรรมดา ใครมองใครเห็นก็คิดว่าเป็นคนรักกัน ผมไม่อยากลงโทษใคร ผู้หญิงผู้ชายเมื่ออยู่ใกล้กันก็เข้าทำนองว่าน้ำตาลใกล้มือใครล่ะจะอดได้ แต่เรื่องอย่างนี้พิสูจน์กันยาก รวมความแล้วนักเรียนไทยที่ผมเห็นมาไม่เคยก่อพฤติการณ์ให้ผมเห็นเลย" เขาจบลงพร้อมกระดกหนวดขึ้นให้เห็นรอยยิ้มออกมานิดๆ เหมือนคนที่กำลังมีอารมณ์เบิกบาน

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยักไหล่แบบอเมริกันนิดหนึ่งแล้วเปิดเผยชีวิตของคนไทยอีกประเภทหนึ่งที่ไปหากินอยู่ในอเมริกาว่า "ผม...ไม่อยากจะเรียกว่าคนไทยนักแสวงหาโชค อยากจะพูดว่าคนไทยที่ไปหางานทำในอเมริกา ข่าวว่าเดี๋ยวนี้มีจำนวนมากขึ้น คนไทยประเภทนี้ไม่มีฐานะอยู่อย่างนักเรียน คนไทยพวกนี้ย่อมจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ เขามีอิสระกับชีวิตเหมือนคนอเมริกัน ใครไม่รู้เมื่อเห็นคนไทยประเภทนี้ควงคู่แสดงบทโรมานซ์ก็เลยเหมาเอาว่านักเรียนไทยไปฉิบ น่าปวดหัว..."

"คุณใช้ชีวิตอย่างไรในเมืองคนดุ?" เราตั้งปัญหาถามเขา หลังจากที่ได้คุยถึงเรื่องคนอื่นมาพอสมควรแล้ว

ก่อนตอบเขาเอียงคอนิดหนึ่ง แล้วก็ปล่อยดวงตาปรอยๆ ออกมา "ผมอยู่อย่างนักเขียน อยู่อย่างคนธรรมดาสามัญ เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ก็ไม่ใช่ว่าดิบดีอะไร เดือนหนึ่งตั้งร้อยเหรียญ อาศัยรายได้จากการเขียนหนังสือส่งมาขายในเมืองไทยเพื่อไปแลกกับขนมปัง ที่อยู่อาศัย แต่...คุณเอ๋ย, อย่าให้พูดเลยคิดถึงเมืองไทยเกือบจะเป็นบ้า ไม่ว่าที่ไหนสู้เมืองไทยไม่ได้ มีแต่ความอบอุ่น อยู่เมืองฝรั่งประเพณีตัวใครตัวมัน วัฒนธรรมคนละแบบ บางวันดอลลาร์เกลี้ยงกระเป๋าหิวจนนึกว่ามันน่ากลัวความตาย ตกเย็นค้นหาเพนนีได้สามสิบกว่าอัน ซื้อได้ปลาซาร์ดีนกระป๋อง เอามาโรยหอมซอยโรยเกลือให้เค็มจัด และพริกป่นเม็กซิกันป้ายบนแผ่นขนมปังจวนจะขึ้นรา กินพลางน้ำตาไหลคิดถึงข้าวราดแกงปลาดุกกับเนื้อเค็มฉีกฝอยและหมูผัดขิง...... ไปตลอดถึงอีกวันก็ยังไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำร้อนเทลงล้างขวดกาแฟผง แล้วรินใส่ถ้วยกินพอร้อนท้อง รสมันบัดซบ ดีกว่าน้ำปลา...นี่แหละชีวิตในลอสแองเจลิสแล้วก็แซนแฟรนซิสโกของผมล่ะ"

เขาจบลงพร้อมกับเสียงหัวเราะดังกังวานติดตามออกมา












หมายเหตุ : เนื่องจากเนื้อข่าวช่วงท้ายหมึกพิมพ์จางไปพอสมควรจึงอาจถอดความได้ไม่ครบถ้วนทั้งหมด




วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วานปีศาจพูด : บทสนทนาที่ไม่เคยเผยแพร่


"บทสัมภาษณ์นี้น่าจะมีอายุถึง 30 ปี..."

บางประโยคในจดหมายที่ มเหยงค์ (ประยูร บูรณะศิริ) ส่งมาถึง เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ แห่งมติชน เล่าถึงต้นฉบับบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ส่งมาให้พร้อมกัน

มเหยงค์ เล่าว่าก่อนหน้าที่จะทราบข่าวการเสียชีวิตเพียง 2-3 วัน ขณะรื้อค้นตู้เพื่อรวบรวมต้นฉบับลายมือและต้นฉบับถอดเทปสำหรับส่งมอบให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเก็บไว้เป็นสมบัติสาธารณะได้พบบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

เป็นบทสัมภาษณ์ในกิจกรรมบรรยายความรู้ความบันเทิงให้แก่พนักงานธนาคารกรุงเทพทุกเที่ยงวันศุกร์ปลายเดือน โดยผู้สัมภาษณ์คือ พงษ์ พินิจ (พินิจ พงษ์สวัสดิ์) ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ และมีการบันทึกเสียงและถอดคำไว้ จึงส่งมาให้ เรืองชัย ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิดูแลรักษาแทน

ตีพิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2552 คัดมาบางช่วงตอนดังนี้


"หัวข้อเรื่องว่าอะไรนะครับ คุณพงษ์ พินิจ ผมก็ลืมไปแล้ว ถนนหนังสือ ถนนนักเขียน มันเป็นถนนจากไหนถึงไหนก็ไม่รู้ จากนนทบุรีมาถึงนี่ก็รู้สึกว่าอากาศร้อนมาก แล้วก็รถติดมาก อุณหภูมิเท่าไรวันนี้ผมก็ไม่รู้ แต่ว่าถ้าผมพูดอะไรที่มันบ้าๆ ออกไป โทษอากาศเลย ผมเป็นคนบ้าอย่างนี้แล้วตามปกติ

"จะให้เล่าถึงการเป็นนักเขียนก็คงจะเล่าไม่ได้ เพราะว่ามันมากมายเหลือเกิน ไม่สามารถจะเล่าได้ คนเราพูดเรื่องตัวเองได้ลำบากครับ เพราะฉะนั้นถ้ากรุณาถามขึ้นมา ผมจะตอบให้จะดีเสียกว่าครับ ไหนหน้าม้า เห็นว่าไว้ 4-5 คน หายหน้าไปไหนหมด งาบเงินแล้วหนี (หัวเราะ)

"ใคร่จะเรียนชี้แจงกับ คุณพงษ์ พินิจ และเรียนกับท่านผู้ฟังผู้มีเกียรติในที่นี้ไว้ด้วยว่า ในขณะนี้ผมก็มีแนวโน้มว่าไม่ได้รักผู้หญิงอย่างเดียวแล้ว กำลังเริ่มรักผู้ชาย เพื่อจะให้ทันสมัย คนเดี๋ยวนี้ต้องรักผู้ชายด้วยกันครับ ก็ไม่ถึงอเกย์ อเกย์ยังน้อยไป ผมยังเป็นไบเซ็กชวล คือรักกับผู้หญิงและผู้ชาย วันจันทร์นอนกับเมียที่เป็นผู้หญิง วันอังคารนอนกับเมียที่เป็นผู้ชาย คงจะมีความสุขมากในเวลาที่ยังเหลืออยู่ เรื่องอะไรที่จะมายอมเสียเปรียบไม่ยอมสัมผัสเพศชายด้วยกันที่น่ารัก (หัวเราะ) นี่แหละเป็นความจริงใจ ไม่ปิดบังใคร ไม่มีกฎหมายมาห้ามไม่ให้ใครเป็นไบเซ็กชวล (หัวเราะ)

"ผมบอกแล้วนะครับว่าผมเป็นคนบ้านะครับ อย่าไปโทษอากาศนะครับ มันมี 2 อย่างนะครับ ไม่ทำงานไม่เขียนหนังสือก็ทำอะไรบ้าๆ บอๆ นะครับ

"ผมชอบเดินทาง ผมเคยพูดเสมอว่าการเดินทางมันเป็นสายตาของนักเขียน ผมชอบพบผู้คน ผมชอบอะไรอย่างนั้นมันเป็นสันดานของผมเอง สันดานสาระแน คือผมเป็นคนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงเป็นเช่นนี้

"อย่างพรุ่งนี้ผมจะขึ้นรถไฟไปอุบลราชธานีคนเดียวกับกระเป๋า เทปอัดเสียงอันหนึ่ง กล้องถ่ายรูปอันหนึ่งกับปากกาด้ามหนึ่ง ผมสามารถพูดคุยกับคนทั้งขบวนรถโดยไม่รู้จักมาก่อน ผมอยากจะคุยกับใคร ผมก็คุยกับเขาเลย บางทีเขาสงสัยว่า เออ นี่ผมบ้าไปหรือเปล่า ไปถามเขาว่าลุงมาจากไหน เมื่อวานกินอะไร ปลาแดกมันแสบบ่ คือเป็นคนอย่างนั้น คือเสือก เป็นคนทะลึ่ง


"ผมเป็นคนชอบดูชีวิตมนุษย์ นี่ก็ผมเพิ่งเดินทางกลับจากอุบลฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เดินทางรอนแรมไปในความร้อนพร้อมตีนเก่าๆ คู่นี้ ก็ผมชอบใช้คำว่าตีน ขอประทานโทษ มันชัดเจนดี (หัวเราะ) คือผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้คำว่าเท้า ไอ้เท้านี่มันพิกล ใช้ตีนนี่มันชัดมาก และผมบังเอิญตีนผมเป็นตีนที่มีคุณภาพคือทนทาน ตีนใหญ่ตีนโต ไม่ใช่ตีนขุนนาง เป็นตีนที่พร้อมจะเดินไปทุกแห่งทุนหน

"นี่สักเดือนหน้าก็ไปแอฟริกา ผมมานั่งดูรูป ดูไปดูมาถึงแม้จะดำก็มีอะไรดีๆ อยู่ (หัวเราะ) จริงๆ มีอะไรพิลึกๆ อยู่ ....ถ้าเป็นไปได้ในปลายปีก็อาจไปเอสกิโม เพราะมีเอสกิโมมีธรรมเนียมที่น่ารักมาก คือว่าถ้าไปนอนบ้านใครก็ให้ไปนอนกับเมียด้วย คือเขาบอกว่าเมียไม่สึกไม่หรอ ถ้าเพื่อนยืมมีดไปมีดมันทื่อ ถ้านอนกับเมีย เมียไม่ได้เป็นอะไร เมียมีความสุขหล่อนก็รื่นเริง เขาบอก นี่ก็เป็นประเทศที่ผมใฝ่ฝันว่าจะต้องไป พร้อมทำตัวให้แข็งแรงพอสมควรทีเดียว ไม่งั้นจะเสียสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับเอสกิโม (หัวเราะ) นี่แหละครับการเดินทาง

"พอไปถึงอเมริกามีความรู้สึกไม่เคารพนับถือ ไม่ค่อยเกรงใจด้วย ถากถางคนอเมริกันเล่นสนุกที่สุด ไม่มีชาติไหนเกิดมาสำหรับโดนถากถางเท่ากับคนอเมริกัน เป็นคนไร้สาระ ไม่อะไรเลยมีแต่สตางค์ มีเงินมากมายก่ายกอง มีตึกไม่รู้จะสร้างทำไม ผมก็ไม่เข้าใจตึกก็มากมายแล้วจิตใจคนก็ดำลงๆ จิตใจจืดใจก็เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น เหมือนกับที่ผมไม่เข้ากรุงเทพฯเลย คุณอย่าแปลกใจผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ น่ะ นี่ผมเพิ่งเข้ามานี่ นึกว่าเขาคงจะให้ค่าจ้างพูดบ้าง (หัวเราะ) ก็เลยบากหน้ามา

"ทีนี้ถ้าไปเมืองจีนมันนอกจากมีความรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมญาติ ความรู้สึกอีกอย่างคือไม่กล้าไม่ค่อยดูถูกคนจีนนะฮะ เราจะไปดูถูกคนจีนไม่ได้เลย ไม่ว่าคนจีนที่เดินในฐานะเป็นคนงานคนหนึ่ง ชาวนาคนหนึ่งบนถนน หรือเป็นคนจีนที่ใช้เสื้อผ้าดีๆ

"ผมมีวิธีเล่นมหรสพกับตัวเองตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นว่าต้องมีผู้หญิง (หัวเราะ) ทำได้ทั้งนั้น (หัวเราะ) ก็ผมไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมก็ประหลาดใจมีคนที่ไปด้วยกันคือไปเมืองจีนหลายๆ คนที่ผมรู้จักรู้สึกกระวนกระวายกันมาก มันไม่มีไนต์คลับ ก็ไม่เห็นน่าจะกระวนกระวาย บางคนก็เดือดร้อนผู้หญิงจีนไม่ทาลิปสติค ทำให้โลกของมันมัวหมองไป

"ทุกสิ่งทุกอย่างเรามองแล้วเราเห็นความงามได้ มันไม่จำเป็นว่าต้องมานั่งตามสถาบันของบาร์แมงหรือคริสเตียนดิออร์ ไม่จำเป็น อยู่ที่ไหนก็ได้ ทีนี้โดยเหตุผลที่ผมจะไปแอฟริกาและเอสกิโม (หัวเราะ) เรามองแลเห็นสวยมันก็สวย มันอยู่ที่จิตใจเรา มันอยู่ที่อารมณ์ ความรู้สึกของเราที่เรามองเห็นโลกมันสวยงาม มันบริสุทธิ์ใช่ไหมครับ

"แต่ถ้าวันที่ผมมาส่งดอกเบี้ยที่ธนาคารนี้ ต่อให้คุณเอาผู้หญิงสวยมาแก้ผ้า ผมก็ไม่เห็นสวย ผมจะต้องเดือดร้อนหาเงินค่าดอกเบี้ย ดีไม่ดีจะถีบตกเก้าอี้ (หัวเราะ) มันเป็นอย่างนี้ ต้องขอประทานโทษผมรู้สึกต้องพูดอย่างนี้นะฮะ

"ถ้าวันหลังอยากจะให้ผมมาพูดอีกก็เชิญ แต่มีกฎการตั้งคำถามไว้ด้วย ผมอาจจะพูดได้ดีกว่านี้ กำลังหัดพูด ตอนนี้กำลังเขินๆ อยู่ (หัวเราะ)"







วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วานปีศาจพูด : ผมชอบแอบดูเมียอาบน้ำ


นิตยสาร หนุ่มสาว ของ ปกรณ์ พงศ์วราภา ฉบับที่ 14 ประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2521 ลงบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดย ชาวา กัญญ์ ว่าด้วยเรื่อง "เซ็กซ์" ล้วนๆ ยาวถึง 9 หน้า ใช้ชื่อว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับกามารมณ์ของเขา ขณะที่ปกหน้าโปรยไว้ว่า สัมภาษณ์พิเศษ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ "ผมชอบแอบดูเมียอาบน้ำ"

ลองอ่านบางคำถาม-คำตอบเป็นตัวอย่าง



@คุณว่ากามารมณ์นั้นสำคัญไหม

"สำคัญซิ..."

@ที่ว่าสำคัญน่ะ สำคัญอย่างไร

"ก็อย่างน้อย ชีวิตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่มีมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะพ่อกับแม่ได้สวมสอดอะไรกันพอสมควร ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่เกิดขึ้นมาซิครับ ตัณหามันมีมากับสัตว์ทุกชนิด แม้กระทั่งกับใบไม้ต้นไม้ก็มีนะครับ เมื่อเรารู้ว่ามันต้องมีเราก็ควรทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ นี่เราพูดกันอย่างคร่าวๆ นะครับ คืออะไรก็แล้วแต่ที่เราต้องผูกพันอยู่กับมัน เราจะต้องทำความเข้าใจมัน อย่าว่าแต่กามารมณ์เลย แม้กระทั่งวิธีหุงข้าวก็เหมือนกัน คุณต้องกินข้าวทุกวัน คุณควรจะหุงข้าวเป็นใช่มั้ย จริงหรือเปล่า หรืออย่างเหล้าถ้าคุณเห็นว่ามันจำเป็นกับชีวิตคุณ คุณก็ต้องทำความรู้จักกับมัน ชีวิตของคุณเองก็จะต้องแต่งงาน ถ้าคุณไม่รู้เรื่องอย่างนี้เสียเลยผมว่ามันก็ไม่ถูกนะ มันต้องรู้

แต่ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไร มันจะรู้ก็ด้วยวิธีถามเขา เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วถ้าเราถามแม่ว่าหนูเกิดมาอย่างไร แม่บอกว่าเกิดทางสะดือ นี่สำหรับวันที่แม่อารมณ์ดีๆ นะ ถ้าอารมณ์ไม่ดีอาจจะผลักตกบันไดก็ได้...ถามอะไรไม่รู้สัปดน เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะต้องศึกษากัน ทีนี้เมื่อคุณและผมได้มาอยู่ในยุคที่เราโตกันแล้ว เราคงไม่ต้องมาถามกันแล้วว่าหนูเกิดมาจากไหน และคุณก็คงไม่เชื่อว่าใครจะเกิดมาทางสะดือแน่ๆ ทีนี้ต่อไปเราก็ไม่ต้องอธิบายกันแล้วว่ากามารมณ์มันทำให้เราสดชื่นอย่างไร มันสดชื่นเหมือนเดินทางมาเหนื่อยๆ แล้วได้อาบน้ำใช่มั้ยฮะ เพราะกามารมณ์นี่เราเสพได้ตลอดเวลาเท่าที่ร่างกายเราต้องการ เมื่อเวลาหิวข้าวก็เสพกามารมณ์ได้ ผมใช้คำเพราะไปหน่อยว่า...เสพ"



@ปรกติของคุณ สัปดาห์ละกี่ครั้ง

"แหม...ผมไม่ค่อยกำหนด มันขึ้นอยู่กับความพอดีฮะ ความพอดีระหว่างกัน คือผมมีความต้องการและเมียผมก็มีความต้องการ คือผมไม่ยอมตบมือข้างเดียวหรอก มันพบกันครึ่งทางก็ยากเพราะมันไม่ใช่เรื่องการเมือง มันต้องเตรียมใจกันก่อนที่จะออกมาพบกัน เพราะว่ามันควรจะต้องการพร้อมๆ กัน"



@หนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกันในความคิดของคุณ จำเป็นไหมที่จะต้องมาเรียนรู้ในเรื่องกามารมณ์กันก่อนที่จะแต่งงาน

"ปัญหานี้ ถ้าผมตอบไปปัง บางทีหนังสือ "หนุ่มสาว" อาจจะได้รับจดหมายโจมตีอย่างนับไม่ถ้วนก็ได้นะ"


@อย่างกัญชาล่ะ บางคนว่ามันก็ปลุกได้เหมือนกันหรือ

"ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเองก็เคยสูบกัญชา ถึงกับเคยร่วมอยู่กับขบวนการฮิปปี้ในซานฟรานซิสโก ก็ดูดกัญชากันเป็นประจำ เราไม่ได้มุ่งหมายเรื่องเซ็กซ์เป็นสำคัญหรอกคุณ และผมก็คิดว่ากัญชามันทำให้ขี้เกียจมากกว่า ขี้เกียจกระทั่งจะจูบผู้หญิงเลยแหละคุณ"



@พวกน้ำหอมต่างๆ มีความจำเป็นไหม

"ฮะ..จำเป็น ไอ้พวกน้ำหอมต่างๆ ที่มันขายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของโลกได้นี่น่ะ ทั้งๆ ที่เราอยากจะปฏิเสธมันเหลือเกินเพราะความแพงของมัน มันก็ยังมีบทบาทของมันอยู่ ในการกระตุ้นความรู้สึกให้อ่อนไหว ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมทำให้เราเกิดกามารมณ์ แต่หมายถึงว่ามันทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่...อย่างไรดีล่ะ ผมไม่อยากใช้คำว่าโรแมนติค เพราะมันก็ไม่ใช่คำนี้ คือมันทำให้สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเราอ่อนโยนนุ่มนวลขึ้น

อย่างผมน่ะ ทุกครั้งถ้าได้ยินเสียงแพร หรือเป็นผ้าซิ่นก็ได้หล่นจากตัวผู้หญิงลงมาบนพื้นในคืนที่เงียบๆ ผมรู้สึกชอบจริงๆ ชอบอย่างรู้สึกบอกไม่ถูก ผมต้องค่อยๆ แอบมอง นี่มันเป็นศิลปของการมีชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่ว่ามาถึงก็เปลื้องเลย มันเกินไป

มันมีเดอตี้โจ๊กอย่างหนึ่ง...อะไรนี่ ชอบถากถางผู้ชายที่ชอบแอบดูเมียอาบน้ำ ปัทโธ่...ผมว่าไม่น่าถากถางเลย มันเป็นความจำเป็นของคนบางคนเหมือนกันนา ผมเองยังชอบแอบดูเมียอาบน้ำเลย มันรู้สึกตื่นเต้นดี มันมีการผจญภัยเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ว่าทำกันจนเป็นนิจสินนะครับ ทำเพียงบางครั้งบางความรู้สึกเท่านั้นเอง"



@อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจแต่งงาน ทั้งๆ ที่อยู่เป็นโสดมาตั้งนาน

"ผมเขียนเสมอว่า ไอ้การเป็นคนของคนเรานั้น นับเป็นการถูกลงโทษชนิดหนึ่ง เราต้องเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต ฟาดฟันกับอุปสรรคกับปัญหารอบด้าน แต่กามารมณ์นี่มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหวังอยู่บ้าง ผมคิดว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ผมเป็นวัวไม่มีคอกมาตั้งนาน ผมก็เลยคิดแต่งงาน การแต่งงานก็ให้ความรักกับภรรยาและเราก็ได้ความรักตอบจากภรรยา มันก็เป็นการกระทำให้ชีวิตเราอบอุ่นขึ้นมาบ้างนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"



@คุณให้ความสำคัญกับอวัยวะทุกส่วนทุกชิ้นของเธอเท่าเทียมกัน หรือมีข้อห้ามในอวัยวะบางชิ้นบางส่วนของเธอขณะเมื่ออยู่ด้วยกันบนเตียงไหม

"ไม่ นอกเสียจากเล็บเท่านั้น เวลาเมคเลิฟจะต้องไม่แทะเล็บตีนเมียไปด้วย มันจะทำให้เธอรำคาญ ไอ้ของพวกนี้มันค้นพบได้ในระหว่างกัน คืออันนี้มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาสร้างทฤษฎีสร้างอะไรกัน มันค้นพบได้เองในระหว่างชีวิตที่ลึกล้ำระหว่างกัน แล้วเราไม่ละเลย ถ้าหากผู้ชายขี้เมาทุกวัน เห็นเมียเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่งที่ใช้สำเร็จความใคร่ก็แย่...ผู้หญิงที่ไม่เอาใจผัวเลย เพราะเห็นว่าเป็นภาวะจำยอมอย่างนี้ก็แย่อีก ถ้าหากผัวเมียศึกษากันและกันทุกอย่างคงราบรื่น"



@ผู้หญิงที่เซ็กซี่ในสายตาของคุณเป็นแบบไหน

"ผมไม่เคยจำกัดเลย ผมบอกแล้วว่ามันขึ้นอยู่กันบุคลิกของคน เวลาและโอกาสหลายๆ อย่างประกอบกันมากกว่า แต่ผมบอกคุณได้คำเดียวว่าผมไม่ชอบผู้หญิงที่โกนขนรักแร้ นี่เป็นความจริง แล้วก็อย่างพวกที่แต่งหน้ามากเกินไปผมก็ไม่ชอบ แต่ทว่าในบางอารมณ์ผมอาจจะชอบก็ได้ แต่โดยทั่วๆ ไปผมไม่ชอบ มันมากไป เพราะผมคงไม่เมคเลิฟกับกระป๋องสี ผมว่าผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้านี่บริสุทธิ์ สวย"

ฯลฯ






หมายเหตุ : ปกรณ์ พงศ์วราภา กล่าวไว้ในหนังสืออนุสรณ์ว่า "เป็นบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งชิ้นหนึ่งในชีวิตการทำหนังสือ" โดยผู้สัมภาษณ์ครั้งนี้คือ ณิพรรณ กุลประสูตร