แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life : บุคคลและญาติน้ำหมึก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life : บุคคลและญาติน้ำหมึก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์













อนุสรณ์


ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มใหญ่) (ไรท์เตอร์ พ.2/57)

ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มเล็ก)










ถ้อยคำสัมภาษณ์


'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X / องอาจ ฤทธิ์ปรีชา (หนังสือทำมือ)

วานปีศาจตอบ (มติชน พ.1/49 / ฟรีฟอร์ม พ.2/52)

เสียงพูดสุดท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (ไต้ฝุ่น พ.1-พ.2/52 / บางลำพู พ.3/57)











เนื่องจากงานเขียน


'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง (มติชน พ.1/39) 

พจนานุกรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉบับย่น พ.ศ.2547 (แจกฟรีกับนิตยสาร a day ฉบับที่ 41)

เพรียวนม (ไรท์เตอร์ พ.1/57)










เหลี่ยมมุมชีวิต


'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ยิ่งยงแห่งสวนทูนอิน / ถวัลย์ มาศจรัส (มิติใหม่ พ.1/39)

อินทรีผงาดฟ้า / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52)

โบยบินอย่างอินทรี / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52) 

Bridge สะพานข้ามเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และเพื่อนหนุ่ม (โอเพ่นบุ๊กส์ พ.1/52)

สวนนักเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / แพร จารุ + ถนอม ไชยวงษ์แก้ว (ถนอมแพร พ.1/53)








สนับสนุนโดย ร้านหนังสือ Book Eden

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฉลอง "ใต้ถุนป่าคอนกรีท" พ.ศ.2511

หมายเหตุ : ข้อเขียนของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในชื่อ "ฉลอง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ : เมื่อ 28 ปีก่อนโน้น" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ วาบความคิด, มติชนสุดสัปดาห์ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2539 (ภาพประกอบทั้งหมดจากหนังสืออนุสรณ์ฯ)



เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2539 สำนักพิมพ์มติชนได้ส่งหนังสือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง - งานของเขาในความคิดของคนอื่น มาให้ผม.

ผมรีบเปิดอ่านข้อเขียนที่ผมเขียนให้เขา (สำหรับพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้).

แล้วผมก็พลิกย้อนไปอ่าน คำนำเรื่อง ใต้ถุนป่าคอนกรีท ที่เขาเขียนไว้ในการพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊กเล่มนั้นให้แก่สำนักพิมพ์ "โอเลี้ยง 5 แก้ว" (ของผม) เมื่อ พ.ศ.2511 (28 ปีผ่านมาแล้ว)

ผมอ่านข้อเขียนในคำนำของเขา ชมเชยหนังสือเรื่อง IN COLD BLOOD แต่งโดย Truman Capote ว่าดังนี้ :-

"...IN COLD BLOOD เป็นหนังสือขายดีอย่างบ้าคลั่ง ทั้งในรูปปกแข็ง (800,000 เล่ม) และปกอ่อน (2,500,000 เล่ม) ฯลฯ เขาสมโภชหนังสือเล่มนั้นด้วยงานเต้นรำสวมหน้ากาก นอกจากเพื่อนนักเขียนทุกคน เขาเชิญคนสำคัญในวงการต่างๆ ของสังคมหลายร้อยคน ฯลฯ..."

เมื่อผมอ่านแล้วก็นึกถึงการฉลองหนังสือ "ใต้ถุนป่าคอนกรีท" เมื่อปี 2511 ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ปรึกษากับผมผู้พิมพ์ ว่าเขาจะจัดงานแบบ ทรูแมน คาโพต, โดยเชิญบุคคลสำคัญ และบรรดานักเขียนนักข่าวมาร่วมงาน - ให้ยิ่งใหญ่.

การใช้จ่ายในงาน เขาจะออกเองเพราะเขาได้เงินค่าลิขสิทธิ์หนังสือเรื่องนี้ 1 หมื่นบาท, ที่ผมจ่ายทันทีที่หนังสือเล่มนี้วางตลาด.



"ใต้ถุนป่าคอนกรีท" พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2511 จำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม, ราคาหน้าปกเล่มละ 5 บาท, อันเป็นราคาของโอเลี้ยง 5 แก้ว/แก้วละ 1 บาท ใน พ.ศ.นั้น

ผมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ 'รงค์หนึ่งหมื่นบาท, ในการพิมพ์ครั้งแรกนั้น. โดยผมเต็มใจและเขาพอใจ เรียกว่าชื่นใจกันทั้งสองฝ่าย

หมื่นเล่ม - หมื่นบาท (ราคาหน้าปก 5 บาท, เขาได้เล่มละ 1 บาท. เรียกว่า 20% อันเป็นอัตราที่ผมตั้งขึ้นอย่างเผด็จการ, ไม่ว่าจะเป็นงานของพี่ เสนีย์ เสาวพงศ์ (บัวบานในอะมาซอน) หรืองานของ นายตำรา ณ เมืองใต้ (แด่คุณครู - ด้วยดวงใจ, "ปรุง" จาก TO SIR WITH LOVE) หรืองานของ สง่า อารัมภีร (ความเอยความหลัง) อัตรา 20% นี้จ่ายแก่นักเขียนทั่วไปเท่ากัน, ไม่เลือกว่าใหญ่หรือเล็ก.

ทีนี้ว่าถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์,

เขาจะฉลองหนังสือ "ใต้ถุนป่าคอนกรีท" อย่าง ทรูแมน คาโพต บ้างละ, จะว่าไงกัน...

ใครจะออกเงินตรงนี้?

'รงค์จะออกเอง เพราะเขาได้หมื่นบาท.

งานเขียนของเขา, เงินของเขา, ไอเดียที่จะเลี้ยงฉลองก็ของเขา, ผมก็เอาซี.

เราช่วยกันนึกชื่อแขก แล้วออกบัตรเชิญมากินเหล้าฉลองกันที่ไนต์คลับ "สีดา" ในโรงแรมรอแยลราชดำเนิน.

แขกผู้สูงส่งของเราคือ พระองค์ชายกลาง (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฑัมพร) ท่านโปรดนักเขียน, นักดนตรี, ท่านโปรดปรานมาตั้งแต่ "ยาขอบ", "พรานบูรพ์"....

เสด็จมาพร้อมด้วยเหล้าฝรั่งสำหรับเลี้ยงแขกผู้ใหญ่เพื่อให้งานเราโก้ขึ้น, เพราะว่าน้ำหน้าอย่างเราเลี้ยงแขกได้แค่แม่โขง.

- แขกผู้หลักผู้ใหญ่คือ อาจารย์วิชา เศรษฐบุตร (ตอนนั้นท่านนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี),

- คุณสรรพสิริ วิริยะศิริ (หัวหน้าฝ่ายข่าวของไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม. ตอนนั้นท่านกำลังฟอร์มงานทีวี. ให้แก่ท่าอากาศยานดอนเมือง),

- อาจารย์ประสัตถ์ ปันยารชุน (ผู้เป็นนักเขียนสารคดีต่างประเทศของ น.ส.พ.สยามรัฐ และพูดวิทยุราชการ "ประสัตถ์ไขข่าว" ทางวิทยุ ท.ท.ท.ทุกเช้า (ยูซิสเป็นสปอนเซอร์) - อัดเสียงไปออกอากาศทางวิทยุต่างจังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ, 40 สถานี)

- และยังมีผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายท่าน....



ฝ่ายพวกนักข่าวบันเทิง เรียกกันว่า "นักข่าวหน้า 13" เพราะสมัยนั้นหน้าบันเทิงของ น.ส.พ.รายวันทุกฉบับจะจัดหน้าบันเทิงไว้หน้า 13 ตามอย่างไทยรัฐ. (แต่สยามรัฐจัดไว้หน้าอื่น) นักข่าวบันเทิงเป็นเพื่อนเราทั้งนั้น คือ กินเหล้าร่วมโต๊ะกันอยู่เสมอที่ 'หยาดฟ้าภัตตาคาร' (ห้อยเทียนเหลา)

ยิ่งกว่านั้น 'รงค์หรือก็อยู่ค่ายสยามรัฐอันยิ่งใหญ่...

ผมก็ไม่ใช่ย่อย, อยู่ทีวีบางขุนพรหม - ฝ่ายจัดรายการแน่ะ. ที่ทีวีน่ะ พวกนักข่าวบันเทิงต้องไปหาข่าวทุกวัน. เราจึงรู้จักกันอย่างเพื่อนสนิท.

เราออกบัตรหรือออกปากเชิญนักข่าวบันเทิงทั่วหน้า ไม่ว่าหัวหน้า, หรือผู้ช่วย, หรือผู้แทน. เช่น :-

- วิมล พลกุล นำทีมบันเทิงจาก 'ไทยรัฐ' เช่น โกวิท สีตลายัน (มังกรห้าเล็บ), ทวิช โปสินธุ (ยิ่งยง สะเด็ดยาด), 'ป้อม ปราการ' (คนในวงการบันเทิงรักมาก. เขาตายเสียแล้วด้วยโรคพยาธิใบไม้ในตับ เพราะกินแต่ลาบ - ด้วยว่าเขาเป็นเลือดอีสาน),

- ทัศน์ สนธิจิตร คนนี้มือดีระดับรีไรเตอร์, มีตำแหน่งคิดคำพาดหัวข่าว (เป็น บ.ก.เวร) เขา "ตายไหนตายกัน" กับ วิมล พลกุล, คือออกจากไทยรัฐก็ออกด้วยกัน, ตกงานนานแค่ไหนก็ยอม. ภายหลังทัศน์ไปอยู่เดลินิวส์. เมื่อวิมลซึ่งได้งานที่ "ดาวสยาม" ตายลงไม่นานทัศน์ก็ตายตามวิมลไปที่โรงพยาบาลเดียวกัน)

- สนิท เอกชัย (บ.ก.เดลินิวส์) เขียนหน้าสังคมใช้นามปากกา "เรือใบ" เพราะเพื่อน มธก.รุ่นเดียวกันเห็นว่าหูกางเหมือนใบเรือ, เวลาเขียนคอลัมน์ประจำหนังสือ ใช้นามว่า ดี.ดี.ที., เวลาเขียนคอลัมน์บันเทิงใช้นามปากกาโดยผวนชื่อ "สนิท เอกชัย" ของเขาเป็น "ดนัย เอกสิทธิ์". นอกจากเดลินิวส์แล้วเขายังเป็นประชาสัมพันธ์โรงหนังนิวโอเดียนด้วย (รุ่นพี่คนนี้มีงานล้นมือ, กินบรั่นดีจัดแก้เหนื่อยแก้เพลีย. และก็ตายไปเมื่อไม่นานนี้.)

ผมเรียก สนิท เอกชัย ว่าเฮีย, เพราะว่าแกแก่กว่าผม 2 ปี. ผมนับถือฝีมือเขียนอันแหลมคม, รักน้ำใจอันกว้างขวางเอื้อเฟื้อแก่เพื่อนและลูกน้องทั้งเรื่องความรู้ และการเงิน. เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดีเยี่ยมทั้งผลงานและนิสัยใจกว้าง.

ผม - อาจินต์ ยอมยกให้เขาเป็น "ลูกพี่" แต่ผมยกย่องเขาลับหลังเขา, โดยที่เขาไม่รู้ตัว.

และผมเสียดายนักที่ไม่ได้เขียนไว้อาลัยในหนังสืออนุสรณ์งานศพของเขา. ผมจึงเอามาเขียนไว้ที่นี่.

- สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช ผู้ย้ายวิกเรื่อยไป, แต่ว่าไปอยู่ที่ไหนต้องได้เป็นใหญ่ที่นั่น, จึงจะไป.

- โดม แดนไทย (บ.ก.ข่าวสยาม - ตายหลายปีแล้ว)

- บรรเจิด ทวี เจ้าของนาม "ไก่อ่อน" (CHICKEN) คนแรก, ตอนนั้นเขาอยู่กับ วิมล พลกุล

- ประเดิม เขมะศรีสุวรรณ โฆษกของวงดนตรีทั่วไปที่แสดงก่อนฉายหนังเรื่องใหญ่, และเขาชอบ 'เดินสาย' เป็นโฆษกให้วงดนตรีที่เร่ไปแสดงในต่างจังหวัด, เขาจึงตั้งสมญาให้ตัวเองว่า "โฆษกทั่วราชอาณาจักร" ซึ่งเป็นความจริง, และทุกวันนี้ยังไม่มีใครเป็นโฆษกเร่ได้เท่าเขา. (งานประจำของเขาคือโฆษกสถานีวิทยุทหารอากาศ) เขาตายไปนานแล้ว มีผลงานท็อปฮิตในการทำข่าวอนุภรรยาของจอมพลสฤษดิ์ 40 คนเรียงเบอร์, เบอร์ละวัน. ทำให้หนังสือพิมพ์ที่เขาทำข่าวนั้นพุ่งฉูด (พอหมดเรื่องของคนที่ 40, หนังสือพิมพ์เล่มนั้นก็ลดฮวบ และเจ๊งไป)

- มีแขกอีกมาก...

แต่ 2511 มาจนถึงวันนี้มันนานเสียเหลือเกินแล้ว, นานจนผมจำชื่อพวกเขาไม่ได้ครบ.

จำได้แต่ว่างานฉลองพ็อกเก็ตบุ๊ก "ใต้ถุนป่าคอนกรีท" ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ "สีดา" ไนต์คลับคราวนั้นยิ่งใหญ่คับคั่งสมความดังระเบิดของ "ใต้ถุนป่าคอนกรีท"

ยังไม่จบขบวนคน, ขบวนงานนะครับ, เดี๋ยว เอาต่ออีกหน่อย....



ตอนนั้นผมทำงานฝ่ายจัดรายการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม, ผมจึงยกโขยงพวกทีวีไปให้งานเลี้ยงนั้นคึกคัก

ผมชวน 'ผู้อ่านข่าว' ประจำสถานีทีวีบางขุนพรหม 3 คน, คือ สมชาย มาลาเจริญ, อาคม มกรานนท์ และ พฤทธิ์ อุมถัมภานนท์ ซึ่งกำลัง 'หอม' ทั่วกรุงเทพฯ ไปถึงต่างจังหวัดในรัศมี 150 ก.ม. ที่แรงส่งทีวีไปถึง. (บัดนี้คนทั้งสามนี้เกษียณกันไปหมดแล้ว. แต่ยังไม่ตาย, เพราะกุศลในการทำงานหนักเหนื่อยให้คนได้ชมข่าวทีวีได้เลี้ยงเขาไว้ให้อายุยืน, แข็งแรง ไม่แก่)

ดาราทีวีหรือ?

ผมขนดาราชายไป เพราะงานนี้มันงานกินเหล้า - ผู้หญิงไม่เกี่ยว.

ผมขนนักแสดงของเราไป 'สีดา' คุณจำนง รังสิกุล นายของเราสั่งไว้ว่าอย่าได้เรียกพวกเรากันเองว่าดารา - ให้เรียกว่านักแสดง Actor, อย่าไปตั้งตัวเองเป็น Star. คนเขาจะหมั่นไส้ - ท่านสอนไว้ว่าเป็นนักแสดงต้องถ่อมตัว. การเป็นดาราต้องให้ประชาชนตั้ง, ไม่ใช่ตั้งเอง)

พวกทีวีที่ไปในงานเลี้ยง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เมื่อปี 2511 มีดังนี้ :-

- กำธร สุวรรณปิยะศิริ (ตอนนั้นเขากำลังเป็นไอ้เสมาพระเอกในละครโทรทัศน์ "ขุนศึก" ของ "ไม้ เมืองเดิม" ทำบทโทรทัศน์โดย "เอก สองทัต" (สุวัฒน์ วรดิลก) เดี๋ยวนี้กำธรก็กลับมาดังในการพากย์เสียง "เปาปุ้นจิ้น" ทางช่อง 3, เป็นเกียรติแก่ 'อำนวยศิลป์' และอนุปริญญาบัญชีของ มธ.)

- สมจินต์ ธรรมทัต (หมู่ขันยอดตัวโกงในเรื่อง "ขุนศึก" (ก่อนเปาบุ้นจิ้นที่กำธรพากย์, สมจินต์ได้พากย์เสียงตัวเอกเรื่อง "สามก๊ก") ตลอดเวลามาจนเดี๋ยวนี้เสียงพากย์ของเขาก็ยัง 'ดัง' ในการบรรยายภาษาไทยให้แก่สารคดีเด่นๆ ทุกเรื่องทั้งของฝรั่งและสารคดีของไทย. สมจินต์มีเสียงพากย์นุ่มหู, ชัดเจน, ออกเสียงภาษาไทยแม่นยำถูกต้อง 100% ออกทีวีทุกช่อง..สมศักดิ์ศรีของโอลด์บอย 'อำนวนศิลป์ธนฯ' และพณิชยการพระนคร, ที่เขาเรียนสำเร็จ)

ผมเอาช่างภาพของนิตยสารไทยโทรทัศน์รายเดือนที่ผมเป็น บ.ก.ไปถ่ายภาพงานนี้ (เขาชื่อ เอื้ออรรถ ธกรีมนต์) ถ่ายกันอย่างไม่เสียดายฟิล์ม.

(เสียดายจริง ผมไม่มีเวลาค้นรูป, ไม่เช่นนั้น เราจะได้ดูหน้าตา ช้าง, เบิ้ม, ปั๋ง, เสถียร, ว่าเมื่อ 28 ปี มาแล้วเขามีหน้าตาท่าทางอย่างไร

ผมขอบรรยายแทนรูปภาพว่าหนุ่มหล่อทีมนี้มีบุคลิกคงความ "เสมอต้นเสมอปลาย" ไว้ได้แน่วแน่. ภูมิใจได้เลย - อาจินต์ ปัญจพรรค์ รับรอง.)



ทีนี้ว่ากันถึงนักเขียน...

ทางฝ่ายนักเขียน เราเชิญนักเขียนรุ่นใหญ่ตั้งแต่ "พรานบูรพ์", คุณสด กูรมะโรหิต, นายรำคาญ, อุษณา เพลิงธรรม (ตอนนั้นพี่เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นเลขาฯ เอกสถานทูตไทยอยู่ในยุโรป, ไม่ได้อยู่เมืองไทย, ถ้าอยู่ท่านต้องมาแน่เพราะท่านชมให้ผมฟังสองต่อสอง ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนหนังสือเก่งมาก (ก่อนที่จะเขียน "ใต้ถุนป่าคอนกรีท")

เราเชิญนักเขียนรุ่นใหญ่ไล่ดะมาถึงรุ่นกลางคือรุ่นเรา - "มนุษย์ 4 แบบ" - ได้แก่ นพพร บุณยฤทธิ์, รัตนะ ยาวะประภาษ, 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และผม, อาจินต์ ปัญจพรรค์....

รุ่นน้อง เราเชิญทุกคน แต่ที่มาในงาน คือ ร.ต.อ.มนัส สัตยารักษ์, ขรรค์ชัย บุนปาน (ช้าง), สุจิตต์ วงษ์เทศ (เบิ้ม), เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ (ปั๋ง), และนักเขียนหนุ่มในนิตยสารทุกฉบับ (ผมจำไม่ได้ว่ามี เสถียร จันทิมาธร ด้วยหรือเปล่า  - เพราะมันนานถึง 28 ปี แล้ว.)

เรื่องงานเลี้ยงฉลอง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในปี 2511 ผมขอพักไว้ตรงนี้.








วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

คอลัมน์ "กรายกรุง" โดย นิตย์ นราธร

ภาพประกอบโดย ประยูร จรรยาวงษ์

บางส่วนจากคอลัมน์ "กรายกรุง"
ชาวกรุง ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ.2511
โดย นิตย์ นราธร (นพพร บุณยฤทธิ์)



ถ้ า ข้ า พ เ จ้ า จ ะ ส ง ส า ร ใ ค ร สั ก ค น ใ น เ ดื อ น นี้

คงจะไม่ใช่คนกรุงเทพฯบางคนที่มีเงินสิบเอ็ดบาทแล้ว (ดัน) เอาไปซื้อล้อตเตอรี่เสียสิบบาท เหลือเงินบาทเดียวเอาไปซื้อข้าวแกงกิน แล้ว (ดัน) บ่นออกมาหาบ้าอะไรไม่รู้ว่ากินไม่อิ่ม และข้าพเจ้าก็คงจะไม่สงสารเพื่อนอีกคน นั่งอยู่ไม่ไกลกันบนสำนักงานนี้ คืนวานเขามีเงินเกือบหกร้อยบาท แต่เมื่อเช้าเขาขอยืมข้าพเจ้าห้าดอลล่าร์ -- เขาว่ามันฟังดูน้อยดี กว่าจะพูดว่าขอยืมหนึ่งร้อยบาท

"คืนวานคุณรวยกว่าผม" ข้าพเจ้าฉุนโกรธ "แล้ววันนี้มายืมผมทำไม?"

"หมดแล้วนี่หว่า" เขาตอบ

"คุณเอาไปทำอะไร?" ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคงจะตอบได้หลายคำ เช่นว่าเอาไปเสียค่าเช่าบ้าน แต่ดูเหมือนเขาจะมีบ้านของเขาเป็นส่วนตัวแล้ว

หรือเขาจะเอาไปสมทบกับชาวตรอกบ้านเดียวกันเพื่อร่วมกันซ่อมแซมซอยหน้าบ้าน เพราะมันชำรุดจนเหมือนซอยทั้งหลายที่คนมีบุญ (ทางการเมืองและปืน) ไม่เคยมีเมียน้อยอยู่ในนั้น

หรือเขาจะเอาไปเสียค่าไฟฟ้าซึ่งมันแพงเหลือเกิน เขื่อนยันฮีเป็นพยานได้ และมัน (ก็เขื่อนน่ะซี) ยังเสียใจจนทุกวันนี้ ที่มันผลิตไฟฟ้าได้ราคาถูกๆ ตัวมันเองก็ใช้หนี้แบ๊งค์โลกราคายูนิตละถูกๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนด้วยกันมาทำให้ราคาไฟฟ้าของมันแพง แต่เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นคงไม่มีอำนาจวาสนาถึงกับจะติดหนี้ค่าไฟฟ้าได้เป็นเงินตั้งห้าหกร้อยบาทเป็นแน่ เขาย่อมจะโดนตัดสายเสียก่อน ด้วยความเมตตาไม่ให้เขาต้องสิ้นเปลืองต่อไป -- ของคนขายไฟฟ้าแพง

หรือเขาจะเอาไปเล่นหมู ก็หมูที่ขายกันแพงๆ นั่นแหละ ข้าพเจ้านึกว่าเขาเล่นหมูเพราะเขาไม่เล่นม้า เขาอาจจะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนซื้อรำมาเลี้ยงหมูให้มันขาดทุนเล่น มันก็เป็นสิทธิของเขา

แต่เขาตอบ "ผมเอาไปกินเหล้า"

"กินกับใคร คงหลายคนซีถึงหมดตั้งเท่านั้น?"

"กินมันคนเดียว"

"คนเดียว!" ข้าพเจ้าควรใส่เครื่องหมายตกใจมากกว่านั้น "เงินเกือบหกร้อยคุณกินเหล้าคนเดียวหมด บ้า หรือเมา"

"ก็ไม่บ้าไม่เมา" เขายิ้มจนหนวดบนริมฝีปากส่าย แล้วว่า "ผมมีร้านเหล้าดีๆ อยู่ร้าน มันหลบหนีความจอแจและสีสันของกรุงเทพฯไปอยู่ในซอก ที่นั่งสบายเหมือนกับนั่งตักโซเฟีย ลอเรน อ้อ -- แต่คุณไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ก็เห็นจะต้องว่าเหมือนนั่งตักมานี มณีวรรณ บรรยากาศเงียบเชียบ ไม่มีคนแหกปากร้องเพลงภาษาฝรั่งไม่ชัดให้ได้ยิน มีแต่เพลงจากแผ่นเสียงแผ่วๆ เบา คนเลือกเพลงก็เลือกแต่เพลงรักหยาดๆ ทั้งนั้น บาร์เท็นเด้อร์มือมันยังไม่ค่อยดีนัก ใส่เวอร์มุธในแก้วมาร์ตินี่มากเกินควร แต่เขาเป็นคนตาบอด เอ้อ -- ผมหมายถึงเขาเป็นคนไม่เสพย์กามทางตาโดยการแอบมองผมกับผู้หญิงที่อยู่กับผม ถ้าผมบังเอิญมีผู้หญิงไปด้วย เหล้าที่นั่นแก้วละยี่สิบห้าบาท ผมกินเข้าไปยี่สิบสองแก้วก็เป็นเงินห้าร้อยห้าสิบ เตะมัน..."

"คุณเตะเขาทำไม?" ข้าพเจ้าเอียนกับภาษาของเขาบ้างแล้ว

"ถีบครับ ไม่ใช่เตะ ผมหมายถึงทิปน่ะ ผมทิปอีกยี่สิบ แล้วผมก็เหลือเงินอีกยี่สิบกว่าบาทพอเป็นค่ารถกลับบ้าน..."

"ทำไมคุณจะต้องรนไปกินเหล้าแพงๆ อย่างนั้นวะ?"

"โธ่ ผมเหนื่อยตลอดสัปดาห์ คุณจะไม่ให้ผมหาความสุขบ้างหรือ" เขาครวญ

"มันแพงเกินควร คุณไม่เคยค้าฝิ่นเถื่อน คุณไม่เคยขายมิเต้อร์แท็กซี่ คุณไม่เคยขายหมู คุณไม่ใช่คนมีเงินหลายร้อยล้านแล้วแอบไปลงทุนทำสวน คุณไม่เคยรวย เอ้า -- ผมพูดความจริง ไม่ใช่ดูถูก ทำไมจะต้องซื้อความสุขให้มันแพงนัก"

"จริงอย่างคุณว่า" เขายิ้มจนหนวดส่ายอีก "ผมไม่เคยรวยแต่ผมไม่เคยนึกว่าผมจน ผมเหนื่อย ความชรามันวิ่งถลักหน้าถลักหลังผมอยู่ทุกมุมถนน ถ้าผมไม่ซื้อความสุขที่ผมคิดว่าผมมีความสุข แล้วผมจะซื้อห่.....อะไร"

เขายักไหล่เสียด้วย

"มันสุขยังไงนั่งกินเหล้าคนเดียว?"

"ผมเคยไปที่นั่นกับผู้หญิงที่ผมต้องใจมาก แต่คืนวานหล่อนไม่ว่าง ผมคิดถึงหล่อนผมจึงไปนั่งกินเหล้ายี่สิบสองแก้วเพื่อคิดถึงหล่อน..."

"เมื่อก่อนเห็นกินสิบเอ็ดแก้วเท่านั้น" ข้าพเจ้าท้วง

"ก็ผมคิดถึงหล่อนมากเป็นสองเท่าที่เคยคิดถึงคนอื่น หรือจะพูดอีกที... หล่อนเป็นผู้หญิงถึงสองคนที่ผมคิดถึง อูว์....น่ารัก"

"บ้า"

ข้าพเจ้าไม่ให้เงินเขายืมหนึ่งร้อยบาทเพราะไม่สงสาร







วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

อังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ 2469 - 25 สิงหาคม 2555)


"...รูป สัมมาทิฐิ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ คนผมยาวรุ่นแรกของกรุงเทพฯ รุ่นไล่เรียงกับ บุญถึง ฤทธิ์เกิด ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ (ท่านกูด) รูปนี้เป็นของธนาคารละแวกบางขุนพรหม ป้องปากพูดกันว่าท่านอังคาร อนุชานอกอุทรของท่านจันทร์ (ม.จ.จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี) รับเงินแบบจ้างเขียนเพียง 2 แสนบาทใน พ.ศ.2525 เวลานี้ผู้เชียวชาญจากสถาบันศิลปในอังกฤษและอเมริกาประเมินราคา 150 ล้านบาท
150,000,000 บาท เลขสวยแต่คงไม่สวยกว่าความล้ำค่าของผลงาน..."


จาก ราคาไม่ใช่ความแพงของศรัทธา โดย 'รงค์ วงษ์สวรรค์
ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2541









วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อาจินต์ ปัญจพรรค์ มอง 'รงค์ วงษ์สวรรค์

งานเขียนของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในหนังสือ จากเหมืองแร่สู่เมืองหลวง พ.ศ.2514




นั่นยังไงเล่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขายืนอยู่นั่น ไมใช่...ไม่ใช่ อย่ามัวรอให้ข้าพเจ้าชี้อยู่เลย ข้าพเจ้าไม่ได้ชี้ด้วยนิ้วมือ แต่ชำเลืองตาชี้ให้ท่านดูชื่อของเขาในหนังสือ พฤษภาคม อุไร มาดูชายหนวดดกคนนี้ในหนังสือ อย่าไปดูเขาเดินขึ้นกระไดโรงพิมพ์สยามรัฐ หรือเดินบิดตูดอยุ่ในไนท์คลับใต้ถุนคอนกรีทของกรุงเทพฯเลย

...อย่าไปดูที่เขาแต่งตัว ทั้งๆ ที่เขาอยากให้ข้าพเจ้าดูถึงกับแกล้งเดินมาบังหน้าในขณะที่ข้าพเจ้าเลือกซื้อเนคไท เขาจะอวดสีเสื้อที่ดูแล้วเคืองลูกนัยน์ตา พลางบังคับให้ข้าพเจ้าเห็นดีงามกับแฟชั่น เซ็กส์ แอพพีล ที่ที่เสื้อตัวนั้นมันเจาะช่องโหว่ตรงสีข้างเอาไว้ดื้อๆ แล้วเมื่อข้าพเจ้าขอร้องให้เขาใส่เสื้อนอกผูกเนคไทเสียเถิด เพราะเวลาเขาแต่งเช่นนั้นเขามีทรวดทรงสง่าสมวัยเหลือเกิน เขาก็เชื่อ (เชื่อเฉพาะวันเผาศพผู้ใหญ่) ต่อจากนั้นแล้วเขาจะเล็กเช่อร์ว่าเสรีภาพในการแต่งกายแสดงถึงความเป็นมนุษย์แท้ที่ไม่แส่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกติกาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาข่มเหงมนุษย์ด้วยกันเองและข่มเหงตัวคนคิดเอง

...เขาจะบอกถึงยี่ห้อเสื้อตัวนั้น บอกถึงประเทศที่ตัดเย็บมา

อิ แ ท เ ลี่ ย น นะโว้ย

ข้าพเจ้าก็เคลิบเคลิ้มไป อยากจะมองเห็นตัวเองมุดอยู่ในเสื้อตัวนั้นบ้าง แต่ไหล่และอกของข้าพเจ้ามันคนละตระกูลกับเขา แม้แต่เสื้อมองตากู ข้าพเจ้าก็ไม่มีวาสนาทรงที่จะได้สวม



เอากางเกง...มาดูกางเกง...นี่มันกางเกงฝรั่งหรือกางเกงญี่ปุ่นกันนี่หว่า อย่าไปดูสีและรูปทรงเลย เขาไปแกล้งหาไอ้ที่มันเนื้อนุ่มจะเป็นกำมะหยี่ก็ไม่ใช่, ยีน-ก็ไม่ใช่ กระสอบก็ไม่ใช่ สีเฝื่อนๆ คำว่าหย่อน ยาน เทิบทาบ เอามาใช้ผสมกันได้หมด แต่เวลาเขาสวมแล้วไม่ยักเสียทรง เหมือนกับว่าผู้ออกแบบกางเกงแบบนี้รู้ว่า มีชายคนหนึ่งคือคนนี้สวมได้สบายตัว

เกือกเล่า หนังกลับเป็นขุยละเอียดสีม่วงฝาดหุ้มข้อและหุ้มฝุ่นเสียจนความไฉไลนั้นได้กลายเป็นหม่นหมอง...อา...หม่นหมอง เหมาะเหลือเกิน คำนี้เหมาะนัก มันเด่นพรวดพราดจากเบื้องต่ำทะยานขึ้นไปรับกับแววตาของเขาจนได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาคงจะไม่หาว่าข้าพเจ้าดูหมิ่นเขาถึงขนาดเอาเกือกมาเทียบกับนัยน์ตา ไม่โกรธที่เอาของต่ำไปเปรียบกับของสูงเช่นนั้น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ยอมรับว่ามีอะไรสูงอะไรต่ำนอกจากภูมิปัญญา เขาเองมิใช่หรือที่รักนักรักหนากับไอ้เกือกที่เป็นรถยนตร์แห่งตีนของเขา ตราบจนกระทั่งถึงบัดที่เขาได้รถยนตร์มาเป็นเกือกเสียแล้ว

เขาเองเคยเขียนเรื่องของเกือกอย่างพิถีพิถันลงใน เดลินิวส์ ฉบับวันพุธมาแล้ว เขากล่าวถึงเกือกต่างๆ ที่พลุกพล่านกันอยู่บนถนนและบนเพดาน

เขาเขียนได้ทุกอย่าง แมงวันของเขาพูดได้ เท่านั้นยังไม่พอ เงาสีม่วงของตีนผาที่สาดเฉียงไปยังก้นเหวในชนบทเปลี่ยวของเขาก็มีความหยิ่งจนไม่ยอมเรียกให้คนไปเขียนรูปของมัน



เรามาดูนาฬิกาข้อมือกันหน่อย หรือว่าจะดูสร้อยข้อมือหรือสร้อยคอเส้นเท่าหนวดกุ้ง, หรือจะสร้อยเกษาซึ่งบรรยายเสียเลยว่ามันน่าขลิบเอาไปทำปลายพู่กัน

ทีนี้เราย้อนไปถึงนาฬิกาข้อมือ ซึ่งเราได้สืบมาว่าในสมัยหนุ่มเมื่อเขาตะบันชีวิตอย่างหั่นแหลกนั้น นาฬิกาของเขามิได้มีไว้เพื่อดูเวลานัดผู้หญิง แต่มันมีไว้เพื่อเวลาขาดเงิน นี่อาจจะเป็นการดูหมิ่นเพื่อนในสายตาของสุภาพบุรุษบางประเภท แต่คนอย่างพวกเราที่มาคบหากันแม้ในเวลาแก่ๆ เช่นนี้  เราเห็นว่า :-

การจำนำเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่งของผู้ชาย อย่างน้อยก็ผู้ชายประเภทไม่ไถเงินเพื่อน หากยินดีไถความโอ่อ่าและเกียรติยศของเราเอง ก็นาฬิกาเรือนนี้มันเป็นของข้าพเจ้ามิใช่หรือ?

นาฬิกาที่เขาซื้อมาจากอเมริกาเรือนเหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะทรงอิฐบางบัวทองแต่เล็กย่อส่วนลงเศษหนึ่งส่วนร้อย, เหลือโตเท่าเม็ดหมากฝรั่งชิคเล็ท แต่เป็นเหลี่ยม สายของมันหรือก็สมชื่อสาย คือเป็นสร้อยเงินเกี่ยวกระหวัดกันเป็นห่วงๆ ปล่อยให้รูดถึงหลังมือเมื่อเวลานั่งเอาท้องแขนชันเข่า แล้วไอ้นาฬิกาและสายนี้จะรุนขึ้นมาได้ถึงครึ่งท้องแขนในเวลายกมือขึ้นโบกดับเทียนบนหิ้ง.. เทียน ซึ่งมีเปลวสีดำที่ใช้จุดอ่านพระธรรมบท (เขียนเลียนสำนวนของ)

มันไม่ใช่นาฬิกา

แต่มันเป็นเพื่อนแก้เหงาที่กอดเคลียข้อมืออันแสนเหงาของเขา คนอย่าง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เหงาไปหมดทั้งตัว... พูดได้ว่าอย่างนั้นในบางหน (หลังจุดสามจุดนั้นเป็นสำนวนของเขาที่ข้าพเจ้าจำมาผิดๆ)

หนวกกุ้งที่ไม่เคยทำให้ 'รงค์ ต้องนอนสะดุ้งจนเรือนไหว...คือสร้อยทองเส้นเท่าหนวดกุ้งที่เขามัดติดกับต้นคอแล้วห้อยพระเครื่ององค์เล็ก มันรัดคอจริงๆ ราวกับว่าเขาพร้อมที่จะตายด้วยการขันชะเนาะสร้อยนั้นเขาไปอีกนิดเดียว หากว่าใครเอาสร้อยทองหนักสิบบาทไปบังคับให้เขาสวมในวันที่จะถูกเชิญไปพล่ามเรื่อง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และการแต่งกายของเขา เขาเกลียดสร้อยทองเส้นใหญ่!

นี่ข้าพเจ้าเขียนอะไร? 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในตัวหนังสือหรือนอกตัวหนังสือกันนี่



เอื้อมมือหยิบ พฤษภาคม อุไร ที่หล่นอยู่ตรงนั้นเอามาดูหน้าปก

นั่นไง ปลาตะเพียน เจ้าหนุ่มหนวดคนนี้พูดมานานนักหนา ตั้งแต่กลับจากอเมริกาสู่แผ่นดินแห่งยุงว่าถ้าเขาจะมีสัญลักษณ์ประจำตัวสักอย่างมันต้องเป็นปลาตะเพียน...

มันจะมีความหมายว่าเป็นปลาที่เขาชอบเนื้อเนียนของมันหรือจะเพื่อรำลึกว่าเมื่อเด็กๆ เขานอนเปลให้แม่ไกว คนรุ่นเรามีพวงปลาตะเพียนทำด้วยใบลานทาสีแดงสีเขียวบนเนื้อใบลานที่มีสีเหลืองเอง เป็นปลาตะเพียน 1 ชุด ตัวใหญ่สุดอยู่บนสุด แล้วที่ปากกับที่หางของมันจะห้อยเส้นด้ายโยงปลาตะเพียนขนาดรองลงมา และจากตะเพียนตัวรองๆ นี้ก็จะมีด้ายห้อยจากปากและหางหย่อนปลาตะเพียนตัวเล็กลงมาเป็นลำดับ เราเด็กๆ นอนดูมันหมุนช้าๆ เพราะแรงลม หรือมันแกว่งตัวของมันเองจากเพดาน มันช่วยให้เราหยุดร้องไห้หิวนม มันทำให้เราจำได้มาจนบัดนี้ว่าเครื่องเล่นของเด็กสมัยเราชิ้นแรก คือปลาตะเพียน

หนุ่มหนวดเสื้อสีแปร๊ดคนนี้จะนึกอย่างนี้หรือเปล่าในการเอารูปปลาตะเพียนมาทำสัญลักษณ์บนปกหนังสือของเขา ข้าพเจ้าไม่ทราบ ตัวเขาเองเท่านั้นที่จะเป็นคน ไม่ทราบ

เอาเรื่องตะเพียนกันอีกหน่อย ถ้าท่านยังไม่เบื่อ ถึงเบื่อก็ต้องเอาเพราะข้าพเจ้ายังไม่เบื่อนี่โว้ย (สำนวนเจ้าของสัญลักษณ์ปลาตะเพียน)



เมื่อเขากลับมาจากอเมริกาตะบันเขียนใต้ถุนป่าคอนกรีท หลังแอ่นแต้

"ฉันจะเอาปลาตะเพียนเป็นเครื่องหมายประจำตัว น้องชายฉันจะเขียนให้ มันอุตส่าห์ไปซื้อปลาตะเพียนจากตลาดมาทำแบบ" เขาพูดกับข้าพเจ้า

"แล้วไง"

"มันเขียนไม่ได้อย่างใจมัน เลยเอาไปทอดแกล้มเหล้า" บัดนี้ เขามีปลาตะเพียนบนหน้าปกหนังสือของเขา...หนังสือชุดชื่อเดือน-นามสกุลเดา



ข้าพเจ้าเคยบอกกับเขาว่า กระบวนหนังสือของเขานั้นข้าพเจ้าชอบ เด็กกองขยะ กับ สัมภาษณ์ทองอ่อน ยุกตะนันท์ กับ สนทนากับผู้เขียนเรื่องจับตาย (มนัส จรรยงค์) และ นิ ร า ศ ดิ บ ข้าพเจ้าสัญญาว่าด้วยความไม่เป็นประสาในการวิจารณ์หนังสือนี่แหละ ข้าพเจ้าจะวิจารณ์ นิราศดิบ ให้เขาเป็นที่ระลึกแห่งชีวิต แม้จะขยายขี้เท่อก็ยอมละ จะเอาความชอบที่จริงๆ นี่แหละเป็นมนต์ป้องกันตัวมิให้ใครด่า-ว่ากระแดะมาวิจารณ์หนังสือทำไม ในเมื่อยังไม่ได้เรียนวิชานี้

"แล้วเมื่อไหร่ท่านอาจารย์ถึงจะวิจารณ์" เขาด่าข้าพเจ้า

"ยังอ่านไม่จบ"

"แล้วทำไมท่านอาจารย์ไม่อ่านให้จบ"

"เพราะต้องค่อยๆ อ่านให้ซึ้ง"

"แล้วดันมาหลอกว่าจะวิจารณ์ให้ดีใจทำไมวะ" ว่าแล้วเขาก็เอาหนังสือ นิราศดิบ ของเขามาให้อีกเล่มหนึ่ง

"จะให้วิจารณ์เล่มไหน" ข้าพเจ้าถาม

"ไอ้บ้า! เรื่องเดียวกัน"

"แล้วทำไมต้องให้สองเล่ม"

"ประชด"

"ทำไมต้องประชด"

"เพราะคนอย่างเราไม่ใช้กำลังกายกันเสียแล้ว"

"ทำไมไม่ใช้ เราเจริญแล้วหรือ"

"มิได้" เขาตอบ "มันไม่มีกำลังน่ะซี--เชี่ยท"

(ไอ้คำว่า เชี่ยท นี่ดูเหมือนจะแปลว่าอุจจาระ ชิท)

หวนกลับมายังหนังสือของเขาอีกหน...

พฤษภาคม อุไร

มีชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาฉลาด แต่แกล้งแต่งกายให้มันมอมแมม เคาะประตูห้องเข้ามายื่นหนังสือให้ข้าพเจ้า

"พี่ปุ๊ให้เปิดดูหน้าแรก" เขารับออร์เด้อร์นั้นจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาออร์เด้อร์ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้านึกกลัว ทุกครั้งที่มีใครให้เปิดดูอะไรละก็เป็นได้ดูดีเสมอ นอกจากข้าพเจ้าจะคิดเปิดด้วยตัวเอง

การถูกหลอกให้เปิดดูอะไรนี้มีตั้งแต่ สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ กลับจากญี่ปุ่นคราวหนึ่งในคราว  เขาเอาไพ่ป๊อกรูปโป๊มาให้เป็นของฝาก พอจับกล่องจะลุ้นเนื้อไพ่ออกมา ก็

"แปล๊บ..."

สะดุ้งมือชา เพราะมันมีไฟฟ้าข้างในทำไว้ดูดคนมือบอน

แล้วก็ยังมีอีกตั้งหลายอย่างล้วนเป็นกล่องที่ยั่วยวนให้เปิดดูทั้งนั้น เช่นกล่องเครื่องแต่งหน้าของผู้หญิง พอเปิดผับลูกหนูยางก็จะกระโดดออกมา ดีไม่ดีเข้าไปในอกเสื้อชั้นในของนางละก็ถึงกับต้องด่า (ในใจ) นั่นว่าถึงเรื่องกล่องหลอกคน-หลอกผู้หญิง

ทีนี้มาดู หนังสือเล่มนี้ที่เขาให้มา เขาจะให้ดูอะไรของเขาหรือหว่า

แข็งใจแง้มเหมือนบี้ไพ่ซึ่งมี 12 แต้ม แล้วจะหาเลข 9

อาจินต์ ที่รัก
ช่วยกรุณาฝากเงินมากับเด็กจำนวน 7 บาท 
ถือว่าเป็นเล่มประเดิม-เอามงคล
'รงค์ วงษ์สวรรค์

มันเป็นอุไรเล่มแรกจริงๆ ในโลกที่เขาแงะออกมาจากมือคนทำปก

หนังสือนี้มีค่าเหลือเกิน หากเราถือคติว่าหนังสือ BACK NUMBER มีค่าสูงกว่าก๊อปปี้ที่พิมพ์ตามมา

ใครที่คิดคำใหม่ๆ ขึ้นมาใช้แล้วเดินเข้าพจนานุกรมได้ ขอความกรุณาคิดคำที่ซึ้งกว่า 'ขอบใจ' มาให้ที

ข้าพเจ้าจะรอคำนั้นแม้จะตายเสียก่อน ก็จะรอกล่าวแก่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

ข้าพเจ้าตอบไป

'รงค์
ให้มา 10 บาท ไม่ต้องทอนที่เหลือ 3 บาทนั้นแกล้งซื้อ "ฟ้าเมืองไทย" ออกวันพฤหัสมาอ่านดูมั่งซี ใครก็ไม่รู้เขียน "ใต้ถุนป่าคอนกรีท" สุนทรบรรลัยเลย
อาจินต์











วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จิ๋ว บางซื่อ vs. จ๋อ บางซ่อน


ตั้งชื่อออกแนวบู๊สักเล็กน้อย อันที่จริงเป็นความน่ารักระหว่างคนทั้งสองมากกว่า

เนื่องจากได้อ่านคำนำผู้เขียนในหนังสือ บรรเลงรมย์ (พ.ศ.2519) ของ จิ๋ว บางซื่อ นามปากกาของ แพทย์หญิงโชติศรี ท่าราบ (เนือง, แกลตา, ณ เพ็ชรภูมิ, หนูเหน็ง) ผู้ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวถึงใน พูดกับบ้าน ว่า "เทริดไว้เป็นความรักความนับถืออย่างสูง"

เป็นคำนำจากคราวพิมพ์ครั้งแรกขณะยังใช้ชื่อหนังสือว่า กลางกรุง ย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ.2503 ซึ่งบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการจัดพิมพ์คราวนั้นก็คือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

"...ที่จริงการเตรียมหาต้นฉบับเก่าๆ ที่เขียนไว้แล้ว เอามารวบรวมและเรียงลำดับเพื่อเข้ารูปเล่มนั้น ไม่ได้เสียเวลามากมาย และไม่ต้องออกแรงเพิ่มเติมจากที่เคยออกอยู่เป็นประจำวันแต่อย่างใดเลย แต่ที่มารู้สึกตัวว่าแรงงานส่วนเกินของตนชักจะสิ้นเปลืองไป ก็ในตอนเริ่มต้นจัดทำ โดยได้เกิดการโต้แย้งกันเล็กน้อยระหว่างข้าพเจ้ากับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้บุญพาหรือเวรกรรมจำเพาะให้มาอาสา edit หนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับการเรียงลำดับเรื่องต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเขียนมาแล้ว

"คุณ 'รงค์ มีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าผู้เขียนมีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าคุณ 'รงค์ จะมีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิคอยู่ในขั้นอนุบาล แต่ความรู้ในการเขียนหนังสือ ตลอดจนการจัดทำรูปเล่มหนังสือ คุณ 'รงค์ ก็มีอยู่มากกว่าข้าพเจ้าแน่นอน ข้าพเจ้าเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าเมื่อรับฟังไว้แล้ว การจะตัดสินใจปฏิบัติอย่างไรต่อไปนั้นเป็นเรื่องของข้าพเจ้า

"เพราะฉะนั้น เมื่อได้ฟังความเห็นของคุณ 'รงค์ ผู้มีเจตนาดีต่อข้าพเจ้าเสมอมาแล้วข้าพเจ้าก็รับมาเก็บไว้เฉยๆ ข้าพเจ้าคงเรียงลำดับเรื่องต่างๆ ของข้าพเจ้าตามที่เคยลงพิมพ์ในหนังสือ 'ชาวกรุง' ตลอดมา และลงมือให้ชื่อเรื่องแต่ละตอนตามอัตโนมัติของตน ซึ่งข้าพเจ้าคิดและเข้าใจเอาเองว่าจะช่วยให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ เข้าใจเรื่องของดนตรีขึ้นมาทีละน้อยๆ พอสมควร

"ระยะที่แรงงานส่วนเกินของข้าพเจ้าถูกระดมมาใช้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ คือระยะที่ต้องตรวจปรู๊ฟเอง หน้าที่นี้ทำให้ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยและหนักใจยิ่งกว่าทุกคราวที่ข้าพเจ้าตรวจปรู๊ฟเรื่องของข้าพเจ้าเองเมื่อลงพิมพ์ใน 'ชาวกรุง' มากนัก ดังนั้น แม้จะได้ตรวจทานแก้คำผิดตลอดจนการเว้นวรรคตอนไปเป็นอันดีแล้ว เมื่อพิมพ์ออกมา วรรคตอนบางแห่งก็ยังลักลั่นอยู่ ซึ่งท่านผู้อ่านจำจะต้องใช้วิจารณญาณกันเล็กน้อยเพื่อตีความตอนนั้นๆ เอาเอง

"นอกจากนั้นก็ยังต้องมีหน้าบอกแก้คำผิดสำรองไว้อีก เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้จัดการแก้เสียก่อนจะลงมืออ่านกันด้วยความสะดวกใจ ซึ่งทั้งนี้ข้าพเจ้าก็ได้ความรู้จากคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ edit ว่าเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของการพิมพ์หนังสือที่ดี

"ความเหนื่อยใจอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องการทำบล๊อกภาพต่างๆ ทั้งหมดในหนังสือนี้ ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะบอกแต่เพียงว่าความเหนื่อยใจอย่างสาหัสนี้มีพระเจ้า ช่างทำบล๊อก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้ดี

"ธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งของการพิมพ์หนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าได้ความรู้ และทั้งได้รับการขู่เข็ญอย่างมากจากผู้ edit ของข้าพเจ้า คือเรื่องคำนำ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ยอมตามใจข้าพเจ้าเลย ในข้อที่หนังสือเล่มนี้จะไม่มีคำนำ แม้ว่าข้าพเจ้าจะได้อ้างเหตุผลว่า ที่จริงคำนำนั้นข้าพเจ้ามีอยู่พร้อมสรรพแล้วในตอนแรกๆ ของหนังสือนี้ ถ้าหากคำนำนั้นหมายถึงการบอกกล่าวถึงความมุ่งหมายของผู้เขียนหรือผู้จัดทำหนังสือนี้ขึ้น แต่คุณ 'รงค์ ก็มิได้นำพา คงเคี่ยวเข็ญให้ข้าพเจ้าเขียนคำนำซ้อนขึ้นอีกจนได้"


นอกจากคำนำนี้แล้ว เวลาไล่เลี่ยกันเรายังอ่านเจอแพทย์หญิงโชติศรีในนาม แกลตา เอ่ยถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไว้ในคอลัมน์ หนังกรุง ในนิตยสาร ชาวกรุง ปีที่ 11 เล่มที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2505 ดังนี้

"Walk on the wild side (โลกีย์ทรยศ) ดูแล้วคิดถึง 'สนิมสร้อย' ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เต็มที ตอนเริ่มเรื่องเท่ากับเป็นบทนำสำหรับก้าวไปสู่ตัวเรื่องแท้ๆ และเพื่อจะไปเกี่ยวพันสอดคล้องกับในตอนจบ ซึ่งถึงแม้จะเดาได้ไม่ยาก ว่าจะจบแบบไหนและอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็สร้างก็ทำกันละเมียดละไมดี แถมเป็นหนังดำขาวเสียด้วย

"ผู้เขียน 'สนิมสร้อย' เอง ถึงกับร้องร่ำว่าจะต้องดูซ้ำอีกให้จงได้ ติดใจคาปูชีนว่าเล่นเป็นผู้หญิงคนชั่วเกรด A ได้เก่งอะไรอย่างนั้น เจ้าหล่อนทั้งสวย ทั้งมีฝีมือความสามารถ (ในการปั้นรูป) มีน้ำใจดี มีความไว้ตัว และมีเกือบทุกอย่างที่ผู้หญิงดีๆ เขามี แต่ต้องมาเป็นคนชั่ว นี่สิ มันเจ็บช้ำกันตรงนี้ เคียดแค้น ชิงชังตัวเองก็ตรงนี้ เจ้าหล่อนจึงทั้งต่อสู้ชีวิตและวิ่งหนีชีวิตไปพร้อมๆ กัน

"ที่ต้องต่อสู้มาก ก็คือยาย บาร์บารา สแตนวิค ห.น.ซ. ดูแล้วนึกถึง 'พี่สมร' ของไอ้คุณ 'ก้าน' ม.ด. ใน 'สนิมสร้อย' ขาดแต่วิสกี้ข้าวไรย์กับชอบถอดไพ่เท่านั้น แม่เล้าคนนี้แกโหดเหี้ยมอย่างเยือกเย็น น่ากลัวใจทีเดียว ก.ร.ตัวสวยๆ ทำรายได้งามๆ ให้อย่างแม่คาปูชีน จะพยายามหนีแกไปไหน่ะไม่มีทางพ้นหรอก จะพ้นได้จริงๆ ก็อย่างในตอนจบของเรื่อง

"เจ้า ม.ด.ของยายบาร์บารา หน้าตาท่าทางมันเท่อยู่เหมือนกัน แต่มันร้ายกาจกว่าเจ้าก้านเทพบุตรผู้ยิ่งยงแห่งธุรกิจกามารมณ์ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาก"







หมายเหตุ : ภาพ "จิ๋ว บางซื่อ" จากหนังสือ สิงห์สนามหลวง ๒