แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Works : บทวิจารณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Works : บทวิจารณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์













อนุสรณ์


๐ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มใหญ่) (ไรท์เตอร์ พ.2/57)

๐ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เล่มเล็ก)










ถ้อยคำสัมภาษณ์


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ บน Milestone เรท X / องอาจ ฤทธิ์ปรีชา (หนังสือทำมือ)

๐ วานปีศาจตอบ (มติชน พ.1/49 / ฟรีฟอร์ม พ.2/52)

๐ เสียงพูดสุดท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (ไต้ฝุ่น พ.1-พ.2/52 / บางลำพู พ.3/57)











เนื่องจากงานเขียน


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สำเริง (มติชน พ.1/39) 

๐ พจนานุกรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉบับย่น พ.ศ.2547 (แจกฟรีกับนิตยสาร a day ฉบับที่ 41)

๐ เพรียวนม (ไรท์เตอร์ พ.1/57)










เหลี่ยมมุมชีวิต


๐ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ยิ่งยงแห่งสวนทูนอิน / ถวัลย์ มาศจรัส (มิติใหม่ พ.1/39)

๐ อินทรีผงาดฟ้า / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52)

๐ โบยบินอย่างอินทรี / ณรงค์ จันทร์เรือง (ประพันธ์สาส์น พ.1/52) 

๐ Bridge สะพานข้ามเวลาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และเพื่อนหนุ่ม (โอเพ่นบุ๊กส์ พ.1/52)

๐ สวนนักเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ / แพร จารุ + ถนอม ไชยวงษ์แก้ว (ถนอมแพร พ.1/53)








สนับสนุนโดย ร้านหนังสือ Book Eden

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

สนิมสร้อย : ตำนานโสเภณีที่ยังไม่ขึ้นสนิม


บทวิจารณ์โดย คมนัยน์ ตุลจิตติ

จาก ถนนหนังสือ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2529


(ขยายภาพเพื่ออ่านโดยเปิดในแท็บหรือหน้าต่างใหม่)

















วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

เสเพลบอยชาวไร่ : จาก จอห์น สไตน์เบ็ค ถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์

บทวิจารณ์โดย กอบกุล อิงคุทานนท์

จาก โลกหนังสือ ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 มกราคม พ.ศ.2524


(ขยายภาพเพื่ออ่านโดยเปิดในแท็บหรือหน้าต่างใหม่)














วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิจารณ์ : หอมดอกประดวน

ภาพประกอบจากฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 โดย บุญร่วม บุญเลิง


กรุ่นร่ำกำจายหอม ใน 'หอมดอกประดวน'

โดย ธเนศ เวศร์ภาดา
จากหนังสือ ดินสอขอเขียน สำนักพิมพ์ปาปิรัส ไม่ระบุ พ.ศ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ สะดุดตัวหนังสือ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2530



'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยสร้างความตื่นตะลึงและความอัศจรรย์ใจแก่นักภาษาและนักวรรณคดี ด้วยเหตุที่ในงานเขียนของเขาเรียงรายด้วยถ้อยวลีและรูปประโยค ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานของภาษา อันเป็นที่คุ้นเคยกันในสังคม

ดูเหมือนว่าเขาเคยถูกจัดให้เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ทางภาษา ในฐานทำลายภาษาไทยถึงแก่วิบัติทีเดียว

แต่ในที่สุด 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มีลีลาภาษาสะบัดเร่าและละเมียดเบียดอารมณ์ถึงใจนัก

หอมดอกประดวน เป็นนวนิยายขนาดสั้นเรื่องหนึ่งที่ 'รงค์บรรเลงฝีมือให้นักอ่านรุ่นป้ารุ่นน้าอิ่มหนำและประทับใจรสหอมจัดจ้านแห่งภาษามาแล้ว

นับตั้งแต่ชื่อเรื่องที่โดดเด่นว่า หอมดอกประดวน นั่นสิ ทุกคนจะถามเป็นเสียงเดียวกันว่า "หอมดอกอะไร? ดอกประดวน ไม่เคยได้ยิน"

กล่าวกันว่า นักเขียนมิสิทธิ์ที่จะสร้างภาษาให้แปลกไปจากมาตรฐานของภาษาเพื่อจุดมุ่งหมายทางวรรณศิลป์ (มาตรฐานของภาษาในที่นี้หมายถึง "มาตรฐานสัมพันธ์" ที่ถูกกำหนดขึ้นจากการใช้ภาษาของแต่ละกลุ่มชนจนคุ้นเคย เพราะในความเป็นจริงเราไม่มีมาตรฐานบริสุทธิ์ใดๆ ของภาษาที่จะเป็นไม้วัดสากลได้)

'รงค์จึงมีสิทธิ์ที่จะสร้าง "ดอกประดวน" ขึ้น แม้จะไม่มีใครรู้จักหรือได้ยินมาก่อน

แกนเรื่องของ หอมดอกประดวน คือสุนทรียรสแห่งกามารมณ์อันนับรวมความกำหนัด ความรุ่มร้อน ไปถึงความปวดร้าวแห่งการเสพสม 'รงค์เสนอภาพพัฒนาการของการเรียนรู้เรื่องโลกียรสของ โฉน ไพรำ สนามรักของเขาพบพานผู้หญิงหลายต่อหลายคนและหลายต่อหลายเชิงชั้น ปอง ผู้หญิงในห้องที่ 13 ผู้หญิงคนแรกที่โฉนเสียความบริสุทธิ์ให้เมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี นวลพนอ อรไท ผู้หญิงพรรค์ที่จะไม่ได้ยินเสียงถอนใจของตัวเองยามดึก กิ่งอุไร ประดวน นางไม้ที่แมวหนุ่มอย่างโฉนขบข่วนถึงที่หมายอารมณ์ขรุขระของเธอ และผการาย นุช แม่ม่ายอายุสามสิบห้า ผู้รักวันวานและคืนวานของเธอกับโฉน ไพรำ

คำ "ประดวน" ในพจนานุกรมไทยให้คำแปลว่า "ก.ยอน. แยง" อาศัยความหมายโดยอรรถนี้เชื่อมโยงถึงแกนเรื่องดังกล่าว

หอมดอกประดวนก็พอจะตีความว่า "หอมหื่นรสราคที่น่าเกี้ยวและน่าแยง"

หอมหื่นรสราคได้แฝงฝังในลีลาภาษาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก

ข้อน่าสังเกตคือ 'รงค์มักจะใช้รูปประโยคที่ขึ้นต้นด้วยกริยาสภาวมาลา คือการใช้คำกริยาแทนคำนาม และรวมถึงการขึ้นต้นประโยคด้วยคำวิเศษณ์ เช่น

- ฉาบ รสละไมของอาหารค่ำมื้อวานนั้นด้วยบรั่นดีผสมเหล้าหวานเบ็นนิดิคทีน

- กรีด หัวเราะและตะโกน และสะบัดทำนองดนตรีอึงอลอยู่ในบ้านพักร้อนแบบคอทเทจหลังนั้น

- กรีด บรรเลงแห่งดนตรีในอารมณ์ของโฉน ไพรำ ถูกกระชากกระชั้นด้วยเสียงทุบประตูหน้าบ้าน

- "ใช่" กังวาน รับนั้นคร่ำครวญจากเบื้องในอารมณ์หล่อน

- เยียบเย็น ของธันวาคมปลิดก้านกระถินแห้งหล่นพรูนอกบานหน้าต่าง

- โชน ของความสงสัยในแววตาหล่อน

- กำหนัด ยินดีปริร้าวในห่อหุ้มผิวอารมณ์

ความถี่ของการขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาสภาวมาลาและคำวิเศษณ์ที่บ่งอารมณ์นั้น อธิบายได้ว่า 'รงค์พกพาความรู้สึกของคนแนบแน่นกับความรู้สึกของตัวละคร และสอดร้อยความรู้สึกที่หลอมรวมแล้วนั้นมาบ่งสภาวะและพฤติกรรมของตัวละครให้ผู้อ่านได้ซับซาบอย่างถึงอารมณ์

คำอธิบายนี้หมายรวมถึงการใช้บุคลาธิษฐานของเขาด้วย เช่น

- กลางคืนรีบร้อนมาถึงอย่างน่าจะขอบใจ

- พลันอารมณ์เศร้าโศกโถมมาบดขยี้หัวใจชายหนุ่ม

- ลำคลองนั้นสะดุ้งคดไปตามอารมณ์ของกระแสน้ำเซาะตลิ่ง...และไม่นานเกินกว่าเศร้าระทมของเปลวไฟบนดุ้นฟืนชื้น...

- กรีดโรยคมบนพลิ้วน้ำที่บิดเบียนวิวาทลมคะนอง

ไม่เว้นแม้การบรรยายบุคลิกของตัวละคร 'รงค์ใช้คำที่แสดงนัยทางเพศได้แนบเนียน และน่าหวาดเสียวนัก

- (นวลพนอ อรไท) ชีวิตของหล่อนรื่นเริงจัด อาจจะไม่ชั่วนิรันดร์ หากช่วงที่ผ่านมาถึงคืนวานนั้นช่าง ระยับเมือก อย่างที่ผู้หญิงหลายคนที่มีหรือเคยมีสามีเพียงคนเดียวนึกอิจฉา

- (กิ่งอุไร ประดวน) ไร้เดียงสา ไร้จริต และมักมากในกามคุณ บริสุทธิ์และโสมม เป็นคำจำกัดความอย่างย่นที่ขัดกัน เร่าร้อนในผ่องโฉมน่าหยิบชมของหล่อน ผิวขาวเนียน ในตาหวั่นระแวงของนางกวาง ทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้ เหลียวมอง

"ชีวิตช่างระยับเมือก" ความหมายชัดเจนอยู่ในถ้อยคำ ส่วน "ในตาหวั่นระแวงของนางกวางทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้เหลียวมอง" นับเป็นคำบรรยายบุคลิกของกิ่งอุไรได้ดีถึงขนาด นัยน์ตาหญิงมักงามเหมือนนัยน์ตากวางนั้น เป็นการชมโฉมตามขนบโบราณ แต่การเติมส่วนขยายต่อว่า "ทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้" ช่วยแนะให้ผู้อ่านรู้จักกิ่งอุไรในแง่มุมลี้ลับ อันเกี่ยวเนื่องเรื่องเพศเพราะคำกริยา "ทึ้ง, เล็ม" และคำนาม "เถาพันธุ์" เป็นคำที่สื่อภาพเชื่อมโยงพฤติกรรมและอวัยวะทางเพศ

เมื่อพิจารณาทบทวนข้อความที่ขึ้นต้นประโยค ก็ดูจะสอดคล้องต้องกัน เพราะกิ่งอุไรนั้น "ไร้เดียงสา ไร้จริต และมักมากในกามคุณ" มิใช่หรือ?

หอมหื่นรสราคยังได้แฝงฝังในการพรรณนาฉาก

'รงค์นอกจากจะพรรณนาฉากได้ละเอียดถี่ยิบ เหมือนชะลอฉากชั้นมาตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า เมื่อถึงนาทีที่กรุ่นอวลรสสวาทของตัวละคร เขาก็สามารถใช้ฉากและบรรยากาศที่พรรณนามาแล้วมาช่วยสื่อนัยดังกล่าว โดยไม่ต้องเสียเวลาพรรณนาพฤติกรรมหรือสภาวะจิตใจของตัวละครให้ยุ่งยากมากความ

เงาหม่นดำของกลางคืน...

ทะเล...

โขดเขิน...

ดวงจันทร์คืนแรม...

เมษายน...

ข้อความนี้แทรกอยู่ในสถานการณ์ที่โฉน ไพรำ ปฏิเสธคำชวนให้ลงเล่นไพ่กับพวกพ้องที่บ้านพักร้อนของบันลือ ปริน และโฉนเดินออกมาพบนวลพนอริมหาดยามค่ำ 'รงค์ใช้ข้อความสั้นๆ เพียง 5 บรรทัด ช่วยแนะภาวะปั่นป่วนและใคร่กำหนัดทางอารมณ์ของโฉนกับนวลพนอ โดยไม่ต้องบรรยายข้อความอื่นๆ ให้เยิ่นเย้อ จะมีเพียงบทสนทนาโต้ตอบไปมาเท่านั้น

เงาหม่นดำของกลางคืนสื่ออารมณ์รัญจวนที่ซ่อนเร้น ทะเลสื่ออารมณ์แปรปรวนที่ดิ่งด่ำ โขดเขินสื่อความแกร่งเข้มของเพศชาย ดวงจันทร์คืนแรมสื่อความอ่อนละไมของเพศหญิง และเมษายนสื่อความรุ่มร้อนในตัณหาใคร่ปลดเปลื้อง ทุกถ้อยทุกความจึงมีนัยแฝงเร้นและเกี่ยวร้อยอย่างมีเอกภาพ จนมิอาจอ่านข้ามหรืออ่านเพียงผิวเผินได้เลย

หอมดอกประดวนยังหอมรสจรุงด้วยองค์ประกอบอื่นๆ ทางวรรณศิลป์ แม้จะเคยหอมกรุ่นกำจายมากกว่ายี่สิบปี แต่ในวันนี้ยังคงร่ำกลิ่นหอมจัดจ้านท้าทายนักอ่านรุ่นใหม่อย่างยืนยง








วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิจารณ์ : ไส บาบา นักบุญในนรก




ไส บาบา นักบุญในนรก
บทรายงานชิ้นเอก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

โดย บรรจง บรรเจิดศิลป์
จากหนังสือ วรรณวิจารณ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2538


ไส บาบา - นักบุญในนรก ผลงานชิ้นใหม่ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ได้เป็นหลักฐานที่สวยงามอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นนักเขียน "บทรายงาน" (reportage) ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยในปัจจุบัน

"บทรายงาน" เป็นวรรณกรรมแขนงหนึ่ง

เท่าที่ทราบ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วรรณกรรมแบบรายงานที่มีชื่อเล่มหนึ่งได้แก่ผลงานของนักเขียนเยอรมัน เสียดายที่ผมจำชื่อนักเขียนผู้นี้ไม่ได้ แต่หนังสือของเขามีชื่อทำนองว่า "นครเซี่ยงไฮ้-สถานเริงรมย์ของนักเสี่ยงโชค" รายงานสภาพด้านมืดของนครแห่งนั้นอันเป็นที่มั่วสุมของนักเสี่ยงโชคชาวต่างประเทศทั้งหลาย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะหลังจากสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม วรรณกรรมแบบรายงานที่เขียนโดยชาวต่างประเทศมีมากชิ้น ผลงานดีๆ มักจะเป็นของนักข่าวสงคราม หรือนักข่าวที่ติดตามเหตุการณ์หนึ่งใดโดยเฉพาะ อย่างเช่นนักข่าวชาวอังกฤษชื่อ George Black ซึ่งติดตามการต่อสู้ของประชาชนนิการากัวมาตลอด ได้เขียนบทรายงานที่ให้ชื่อว่า Triump of The People (The Sandinista Revolution in Nicaragua) ที่พิมพ์ในปี 1981

สำหรับนักเขียนไทยเราแล้ว เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็เคยเขียนหนังสือประเภทนี้มาแล้ว

รถเที่ยวสุดท้ายจากตองอู ก็เป็นวรรณกรรมแบบบทรายงานที่ดีเด่นเรื่องหนึ่งที่เขียนโดย สมบูรณ์ วรพงษ์

ปัจจุบันนี้ ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยเฉพาะเรื่อง ไส บาบา-นักบุญในนรก ทราบว่าผู้คนเที่ยวหาซื้อตามแผงหนังสือไม่ค่อยจะได้เพราะขายดี

ที่ว่า เด่น ก็อยู่ตรงที่ "ไส บาบา" เป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจ อยากจะรู้ว่าเป็น "มายาวี หรืออวตาร" อยากจะรู้ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จะรายงานสภาพที่เป็นจริงนี้อย่างไร

ที่ว่าโดดก็อยู่ตรงที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มีท่วงทำนองในการเขียนที่เป็นของเขาเอง ถ้าจะจำกัดความเกี่ยวกับท่วงทำนองของเขาให้สั้นๆ ละก็ คงจะพูดได้อย่างนี้ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนหนังสือด้วยภาพ-เป็นภาพเปรียบเปรยที่สรรแล้ว เป็นภาพที่มีความจะแจ้งและแหลมคม เป็นภาพที่มีลักษณะ "จัดจ้าน" และเสียดแทง เป็นภาพที่เคล้าด้วยแง่ขำและแง่ชวนให้คิด และเป็นภาพที่แฝงไว้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง


ลองอ่านดูสักนิดหนึ่ง ว่าเขาเริ่มเขียนถึง "พุทปาตี" อย่างไร?

"พุทปาตี-นาฑีแรกของการรายงานบทนี้ การมองผ่านม่านฝุ่นพบอาคารคอนกรีตโรงเรียนมัธยมแห่งวิทยาคีรีและวิทยาลัยแห่งศรีสัตยา บนลาดเนินในเวิ้งภูเขาหินอัคนี ความรู้สึกของบางคนบอกว่า เหมือนการเดินทางถึงตำบลชนบทห่างไกลจากอำเภอและจังหวัด ตำบลบ้านป่าแล้ง แต่ตำบลนี้ไม่เงียบวังเวงเหมือนตำบลในแอริโซนาของอเมริกาทศวรรษที่ผ่านมา (ลูกชายถูกเกณฑ์ไปถูกฆ่าในสงครามเวียดนาม...) และไม่เศร้าหมองเหมือนตำบลโนนเปือยของอีสาน, ประเทศไทย พ.ศ.นี้ (คนอายุ 13 ถึง 18 และกว่านั้น ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย อพยพเข้าไปโดนขูดรีดแรงงานในกรุงเทพฯ...) พุทปาตี-ตำบลบ้านป่าของอินเดียอบอวลกลิ่นดีเซลและเบ็นซินโดยการมาเยือนของคนแปลกหน้ากับรถยนตร์รูปร่างประหลาดในสายตาของคนพื้นเมืองและวัว" (หน้า 23)

ผู้อ่านจะพบกับท่วงทำนองการรายงานอย่างมีชีวิตชีวาอย่างนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

จุดมุ่งหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จัก ไส บาบา-นักบุญในนรก อย่างละเอียด แต่ก่อนที่เขาจะเขียนถึง "ไส บาบา" อันเป็นเป้าหมายสำคัญของเขานั้น เขาได้ใช้เนื้อที่กระดาษไม่มากนักแนะนำ "นรก" อันเป็นแหล่งให้กำเนิดแก่ "ไส บาบา" ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

ลองอ่านดูสิครับ

"12.30 น. บัสขนาดกลางบรรทุกผู้โดยสารจากรุงเทพฯ วิ่งผ่านไปบนสีสันตัดกันรุนแรงระหว่างความจนกับความรวย! ริมบาทวิถีรถยนตร์แบบซีแดนและซาลูนสกุล Ambassador ผลิตในประเทศอินเดีย เทียบจอดอย่างสง่างาม นักธุรกิจหนุ่มก้าวลงมาเคียงคู่กับผู้หญิงผิวคล้ำสวยในแพนท์สูทดิไซน์ของปีแอร์ บาลแม็งก์ หล่อนทัดเพชร 1/2 กะรัตไว้บนรอยเว้าของจมูก บนไหล่สะพายกระเป๋ากุคชี และในความเคลื่อนไหวรำเพยกลิ่มมาดามโรชาส์ หล่อนเป็นใครก็ได้จากตำแหน่งเมีย นางบำเรอ ถึงเลขานุการิณี คนทั้งสองเดินเชิดหน้าอย่างไม่แยแสกับอินเดียนเพื่อนร่วมประเทศนอนเกลือกฝุ่นละอองในกิริยาเลื้อยคลาน

"คนจนผอมกว่าพระพุทธรูปปางทรมาน!

"ผิวหนังสีดำโดยกำเนิดและการย้อมกับคราบไคลสกปรก ยืนยันในความจริงที่บทกวีแห่งความเศร้าเท่านั้นพรรณนาได้ชัดเจนกว่าสายตา! บทเพลงขอคนสีซอผู้นั้นเกือบไม่ผิดเพี้ยนกับเสียงร้องไห้ การนุ่งและห่มผ้าแบบจีวรขาดรุ่งริ่งไม่ปกปิดก้นและวงขี้กลาก การมองหาเงินเหรียญที่หล่นลงบนถนนหรือหล่นจากมือของคนใจบุญอย่างสิ้นหวัง ใบหน้าของคนจนไม่มีรอยยิ้มและประกายตาไม่เคียดแค้น (นี้ควรถือว่าเป็นความโชคดีบางด้านของนายกรัฐมนตรีอินดิรา กานดีห์)  ศาสนาและลัทธิมากมายสอนให้คนจนยอมรับภาวะแห่งตนโดยถือว่าเป็นเหตุผลด้านชะตากรรม และโดยลงโทษตัวเองว่าไม่สะสมบารมีไว้ในชาติปางก่อน – ทำนองนั้น" (หน้า 11-13)

อีกตอนหนึ่งเขียนว่า

"วรรณะ 4 แห่งระบบฮินดู พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ผนวกจัณฑาล ผ่านมาถึงยุคนี้คงเหลือเพียงวรรณะ 2 เศรษฐี (คนรวย) กับ ยาจก (คนจน)

"การมีชีวิตอยู่ในเวลาและนาฑีเดียวกัน ในอากาศเดียวกัน คนจนเดินทางมากับเกวียนเทียมวัว คนจนเดินแบกน้ำหนักแขนงไม้ฟืนแบบเทินไว้บนหัวด้วยความเหน็ดเหนื่อย หยาดเหงื่อผสมน้ำตา! คนจนโดนแดดเผาซวนเซและล้มลงข้างรูท่อระบายน้ำสกปรกของเทศบาลนครบังกาลอร์ ทายาทเศรษฐีผู้นั้นเดินทางมาถึงภัตตาคารโดยรถยนตร์สกุลเมอร์ซิเดส ความเคลื่อนไหวอบอวลกลิ่นน้ำหอมหลังโกนหนวดของปาโก ราบานน์ และท่วงทีเย่อหยิ่ง" (หน้า 13)

ภาพจากหนังสือ ไส บาบา นักบุญในนรก

สุดท้ายเขียนว่า

"รูปวาดของความจนเป็นอย่างไร?

"ผัวเดินถือกะลาน้ำเต้าและร้องคร่ำครวญพลางแหงนมองบานหน้าต่างรถโดยสารเทียบจอดบนลานคอนกรีต เมียนวดแป้งอยู่ข้างบ่อน้ำสาธารณะถัดกับคูหาตึกสำนักงานธนาคาร ลูกหลายคน (ฝูง) วิ่งพล่านบนถนนซอยเรียงรายถังขยะ ค้นหาไก่และผักเน่า คนผู้หญิงตัวน้อยนั่งขี้บนก้อนหินในคูแห้งขอดต่ำลงจากผิวถนนที่ความเนืองแน่นลดปริมาณอากาศ ถนนสายนี้ทอดไปสู่อนุสาวรีย์วีรบุรุษสงคราม คนผู้ชาย 5 ขวบผอมเหมือนเงานอนกอดแพะในแสงแดด เขาโขลกไอผ่านลำคออย่างเจ็บปวด และเมินมองรถเข็นไอศกรีมด้วยสายตาเคลิ้มฝัน เขาพยายามลุกขึ้นยืนและเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ศิวะทรงโปรด! เขาเห็นชิ้นแตงฝานโรยกากมะพร้าวคลุกสีแดงของพริกหล่นอยู่บนดินเปียกเยี่ยวโคนต้นอโศกระย้า เขากระโจนแย่งมันทันทีจากปากฝูงแมลงวัน!

"คนจนนับอสงไขยในจำนวนประชาชน 750 ล้านคนของประเทศอินเดีย คนจนในกัลกัตตา การาจี บอมเบย์ เดห์ลี มัดราส บังกาลอร์ จำนวนมากกว่าใบไม้และเมล็ดฝนในฤดูร้อน คนจนเกิดและตายบนถนน!"

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ใช้วิญญาณของนักข่าวและปากกาของนักประพันธ์ จัดข้อสรุปเพียงไม่กี่ประโยคให้กับ "นรก" อันเป็นแหล่งกำเนิดของ "ไส บาบา" ได้อย่างจะแจ้งชัดเจนแหลมคมและเสียดไส้ว่า

"อินเดียเป็นประเทศเดียวในโลกที่สะสมนิวเคลียร์และขอทาน"

"ใครบางคนพูดหลังเหยือกเบียร์รสเหมือนดอกฮ็อพหมักกับผลมะตูม และพูดต่อมาด้วยสำเนียงเย้ยหยัน

"นั่นสิ-และก็สามารถผลิตศาสดาในนาฑีละหลายองค์"

และในนี้เองที่มีอยู่องค์หนึ่ง-คือ ไส บาบา ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ได้สืบเสาะเอามาเขียนเป็นบทรายงานให้ผู้อ่านได้อ่านนั่นเอง

ทำไม "นรก" จึงต้องผลิต "นักบุญ"?

ไส บาบา-มายาวี หรืออวตาร?

ธุรกิจเงินล้าน-ธุรกิจ "ภควัน" ?

? ? ?

คำตอบที่สมบูรณ์มีอยู่แล้วในหนังสือ "ไส บาบา นักบุญในนรก"




16 มิถุนายน 2528