วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โฆษณา : บางลำภูสแควร์





จาก สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 51 วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2505






วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วานปีศาจพูด : บทสนทนาที่ไม่เคยเผยแพร่


"บทสัมภาษณ์นี้น่าจะมีอายุถึง 30 ปี..."

บางประโยคในจดหมายที่ มเหยงค์ (ประยูร บูรณะศิริ) ส่งมาถึง เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ แห่งมติชน เล่าถึงต้นฉบับบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ส่งมาให้พร้อมกัน

มเหยงค์ เล่าว่าก่อนหน้าที่จะทราบข่าวการเสียชีวิตเพียง 2-3 วัน ขณะรื้อค้นตู้เพื่อรวบรวมต้นฉบับลายมือและต้นฉบับถอดเทปสำหรับส่งมอบให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเก็บไว้เป็นสมบัติสาธารณะได้พบบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

เป็นบทสัมภาษณ์ในกิจกรรมบรรยายความรู้ความบันเทิงให้แก่พนักงานธนาคารกรุงเทพทุกเที่ยงวันศุกร์ปลายเดือน โดยผู้สัมภาษณ์คือ พงษ์ พินิจ (พินิจ พงษ์สวัสดิ์) ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ และมีการบันทึกเสียงและถอดคำไว้ จึงส่งมาให้ เรืองชัย ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิดูแลรักษาแทน

ตีพิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2552 คัดมาบางช่วงตอนดังนี้


"หัวข้อเรื่องว่าอะไรนะครับ คุณพงษ์ พินิจ ผมก็ลืมไปแล้ว ถนนหนังสือ ถนนนักเขียน มันเป็นถนนจากไหนถึงไหนก็ไม่รู้ จากนนทบุรีมาถึงนี่ก็รู้สึกว่าอากาศร้อนมาก แล้วก็รถติดมาก อุณหภูมิเท่าไรวันนี้ผมก็ไม่รู้ แต่ว่าถ้าผมพูดอะไรที่มันบ้าๆ ออกไป โทษอากาศเลย ผมเป็นคนบ้าอย่างนี้แล้วตามปกติ

"จะให้เล่าถึงการเป็นนักเขียนก็คงจะเล่าไม่ได้ เพราะว่ามันมากมายเหลือเกิน ไม่สามารถจะเล่าได้ คนเราพูดเรื่องตัวเองได้ลำบากครับ เพราะฉะนั้นถ้ากรุณาถามขึ้นมา ผมจะตอบให้จะดีเสียกว่าครับ ไหนหน้าม้า เห็นว่าไว้ 4-5 คน หายหน้าไปไหนหมด งาบเงินแล้วหนี (หัวเราะ)

"ใคร่จะเรียนชี้แจงกับ คุณพงษ์ พินิจ และเรียนกับท่านผู้ฟังผู้มีเกียรติในที่นี้ไว้ด้วยว่า ในขณะนี้ผมก็มีแนวโน้มว่าไม่ได้รักผู้หญิงอย่างเดียวแล้ว กำลังเริ่มรักผู้ชาย เพื่อจะให้ทันสมัย คนเดี๋ยวนี้ต้องรักผู้ชายด้วยกันครับ ก็ไม่ถึงอเกย์ อเกย์ยังน้อยไป ผมยังเป็นไบเซ็กชวล คือรักกับผู้หญิงและผู้ชาย วันจันทร์นอนกับเมียที่เป็นผู้หญิง วันอังคารนอนกับเมียที่เป็นผู้ชาย คงจะมีความสุขมากในเวลาที่ยังเหลืออยู่ เรื่องอะไรที่จะมายอมเสียเปรียบไม่ยอมสัมผัสเพศชายด้วยกันที่น่ารัก (หัวเราะ) นี่แหละเป็นความจริงใจ ไม่ปิดบังใคร ไม่มีกฎหมายมาห้ามไม่ให้ใครเป็นไบเซ็กชวล (หัวเราะ)

"ผมบอกแล้วนะครับว่าผมเป็นคนบ้านะครับ อย่าไปโทษอากาศนะครับ มันมี 2 อย่างนะครับ ไม่ทำงานไม่เขียนหนังสือก็ทำอะไรบ้าๆ บอๆ นะครับ

"ผมชอบเดินทาง ผมเคยพูดเสมอว่าการเดินทางมันเป็นสายตาของนักเขียน ผมชอบพบผู้คน ผมชอบอะไรอย่างนั้นมันเป็นสันดานของผมเอง สันดานสาระแน คือผมเป็นคนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงเป็นเช่นนี้

"อย่างพรุ่งนี้ผมจะขึ้นรถไฟไปอุบลราชธานีคนเดียวกับกระเป๋า เทปอัดเสียงอันหนึ่ง กล้องถ่ายรูปอันหนึ่งกับปากกาด้ามหนึ่ง ผมสามารถพูดคุยกับคนทั้งขบวนรถโดยไม่รู้จักมาก่อน ผมอยากจะคุยกับใคร ผมก็คุยกับเขาเลย บางทีเขาสงสัยว่า เออ นี่ผมบ้าไปหรือเปล่า ไปถามเขาว่าลุงมาจากไหน เมื่อวานกินอะไร ปลาแดกมันแสบบ่ คือเป็นคนอย่างนั้น คือเสือก เป็นคนทะลึ่ง


"ผมเป็นคนชอบดูชีวิตมนุษย์ นี่ก็ผมเพิ่งเดินทางกลับจากอุบลฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เดินทางรอนแรมไปในความร้อนพร้อมตีนเก่าๆ คู่นี้ ก็ผมชอบใช้คำว่าตีน ขอประทานโทษ มันชัดเจนดี (หัวเราะ) คือผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้คำว่าเท้า ไอ้เท้านี่มันพิกล ใช้ตีนนี่มันชัดมาก และผมบังเอิญตีนผมเป็นตีนที่มีคุณภาพคือทนทาน ตีนใหญ่ตีนโต ไม่ใช่ตีนขุนนาง เป็นตีนที่พร้อมจะเดินไปทุกแห่งทุนหน

"นี่สักเดือนหน้าก็ไปแอฟริกา ผมมานั่งดูรูป ดูไปดูมาถึงแม้จะดำก็มีอะไรดีๆ อยู่ (หัวเราะ) จริงๆ มีอะไรพิลึกๆ อยู่ ....ถ้าเป็นไปได้ในปลายปีก็อาจไปเอสกิโม เพราะมีเอสกิโมมีธรรมเนียมที่น่ารักมาก คือว่าถ้าไปนอนบ้านใครก็ให้ไปนอนกับเมียด้วย คือเขาบอกว่าเมียไม่สึกไม่หรอ ถ้าเพื่อนยืมมีดไปมีดมันทื่อ ถ้านอนกับเมีย เมียไม่ได้เป็นอะไร เมียมีความสุขหล่อนก็รื่นเริง เขาบอก นี่ก็เป็นประเทศที่ผมใฝ่ฝันว่าจะต้องไป พร้อมทำตัวให้แข็งแรงพอสมควรทีเดียว ไม่งั้นจะเสียสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับเอสกิโม (หัวเราะ) นี่แหละครับการเดินทาง

"พอไปถึงอเมริกามีความรู้สึกไม่เคารพนับถือ ไม่ค่อยเกรงใจด้วย ถากถางคนอเมริกันเล่นสนุกที่สุด ไม่มีชาติไหนเกิดมาสำหรับโดนถากถางเท่ากับคนอเมริกัน เป็นคนไร้สาระ ไม่อะไรเลยมีแต่สตางค์ มีเงินมากมายก่ายกอง มีตึกไม่รู้จะสร้างทำไม ผมก็ไม่เข้าใจตึกก็มากมายแล้วจิตใจคนก็ดำลงๆ จิตใจจืดใจก็เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น เหมือนกับที่ผมไม่เข้ากรุงเทพฯเลย คุณอย่าแปลกใจผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ น่ะ นี่ผมเพิ่งเข้ามานี่ นึกว่าเขาคงจะให้ค่าจ้างพูดบ้าง (หัวเราะ) ก็เลยบากหน้ามา

"ทีนี้ถ้าไปเมืองจีนมันนอกจากมีความรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมญาติ ความรู้สึกอีกอย่างคือไม่กล้าไม่ค่อยดูถูกคนจีนนะฮะ เราจะไปดูถูกคนจีนไม่ได้เลย ไม่ว่าคนจีนที่เดินในฐานะเป็นคนงานคนหนึ่ง ชาวนาคนหนึ่งบนถนน หรือเป็นคนจีนที่ใช้เสื้อผ้าดีๆ

"ผมมีวิธีเล่นมหรสพกับตัวเองตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นว่าต้องมีผู้หญิง (หัวเราะ) ทำได้ทั้งนั้น (หัวเราะ) ก็ผมไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมก็ประหลาดใจมีคนที่ไปด้วยกันคือไปเมืองจีนหลายๆ คนที่ผมรู้จักรู้สึกกระวนกระวายกันมาก มันไม่มีไนต์คลับ ก็ไม่เห็นน่าจะกระวนกระวาย บางคนก็เดือดร้อนผู้หญิงจีนไม่ทาลิปสติค ทำให้โลกของมันมัวหมองไป

"ทุกสิ่งทุกอย่างเรามองแล้วเราเห็นความงามได้ มันไม่จำเป็นว่าต้องมานั่งตามสถาบันของบาร์แมงหรือคริสเตียนดิออร์ ไม่จำเป็น อยู่ที่ไหนก็ได้ ทีนี้โดยเหตุผลที่ผมจะไปแอฟริกาและเอสกิโม (หัวเราะ) เรามองแลเห็นสวยมันก็สวย มันอยู่ที่จิตใจเรา มันอยู่ที่อารมณ์ ความรู้สึกของเราที่เรามองเห็นโลกมันสวยงาม มันบริสุทธิ์ใช่ไหมครับ

"แต่ถ้าวันที่ผมมาส่งดอกเบี้ยที่ธนาคารนี้ ต่อให้คุณเอาผู้หญิงสวยมาแก้ผ้า ผมก็ไม่เห็นสวย ผมจะต้องเดือดร้อนหาเงินค่าดอกเบี้ย ดีไม่ดีจะถีบตกเก้าอี้ (หัวเราะ) มันเป็นอย่างนี้ ต้องขอประทานโทษผมรู้สึกต้องพูดอย่างนี้นะฮะ

"ถ้าวันหลังอยากจะให้ผมมาพูดอีกก็เชิญ แต่มีกฎการตั้งคำถามไว้ด้วย ผมอาจจะพูดได้ดีกว่านี้ กำลังหัดพูด ตอนนี้กำลังเขินๆ อยู่ (หัวเราะ)"







วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในแคลิฟอร์เนียเหนือ

ในห้องพักที่แซน แฟรนซิสโก (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์)

มีคำบอกเล่าและตัวอักษรของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มากมายที่ถ่ายทอดเรื่องราวการนิราศดิบยังสหรัฐอเมริการะหว่าง พ.ศ.2506-2510 คราวนี้มาฟัง(อ่าน) คนอื่นเล่าถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ณ ยูเอสเอ กันบ้าง

บรรพต วีระสัย หรือชื่อและตำแหน่งในปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์จิรโชค วีระสัย หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง รับคำเชิญชวนจากนิตยสาร หนอนหนังสือ เขียนถึงการพบปะกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในช่วงที่ไปเรียนและพำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ลงในฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2531

แม้เนื้อหาโดยรวมไม่ได้ลงรายละเอียดนักตามที่ผู้เขียนได้ออกตัวว่า "เป็นการย้อนทวนไปถึง 3 ทศวรรษ และความจำก็ดูกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่อง" แต่ก็พอให้เห็นภาพน่าสนใจในมุมของ ชุมชนคนไทยในแคลิฟอร์เนีย โดยในที่นี้จะตัดมาเฉพาะส่วนที่กล่าวถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และสลับบางช่วงตอนที่เห็นว่ามีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน

......

"เมื่อคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาอยู่ที่เบอร์คลีย์นั้น ย่อมเป็นข่าวที่พวกเรารับทราบกันอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะขณะนั้นแวดวงคนไทยในเบอร์คลีย์เป็นชุมชนขนาดเล็ก...

"ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์คุณ 'รงค์ ในฐานะนักเขียนประจำสยามรัฐ หรือสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ต่อมาได้สนทนาถูกอัธยาศัยในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับโลกแห่งวรรณกรรม ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาสายอักษรศาสตร์...

"คุณ 'รงค์เองอ่านหนังสือของตะวันตกมาก จำได้ที่คุณ 'รงค์ ชอบเอ่ยถึงคือ Tobacco Road ของ Erskine Caldwell นักประพันธ์อเมริกัน และ White Fang (คุณ 'รงค์ ชอบออกเสียงให้จำได้ง่ายๆ แบบไทยว่า ไว้ท์ฟาง) ของ Jack London....

"บ้านคุณ 'รงค์ อยู่ถนนอะไรนั้นจำไม่ได้ แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่ไม่ห่างจากบ้านคุณชัยกับคุณบุญศิริ (โดนม) และในช่วงต้นที่ข้าพเจ้ารู้จักกับคุณ 'รงค์ นั้น มีนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งซึ่งไปเยี่ยมเยียนคุณ 'รงค์ บ่อยๆ ได้แก่ คุณเกียรติศักดิ์ ดุละลัมพะ

"ทั้งคุณเกียรติศักดิ์และข้าพเจ้าแม้จะต่างวัยจากคุณ 'รงค์ ค่อนข้างมากก็ตาม แต่ก็วิสาสะกันได้ดี คงจะเป็นเพราะความชอบในการขีดๆ เขียนๆ ซึ่งมีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ในระยะ 4-5 ปี ให้หลัง คุณ 'รงค์ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ ณ นครโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ถัดจากเบอร์คลีย์ไปและเป็นบ้านอยู่รวมกันหลายคน...

"ที่บ้านคุณ 'รงค์ ที่เบอร์คลีย์นั้น จำได้ว่าคุณ 'รงค์ ชอบดื่มเบียร์มาก และมีกระป๋องเบียร์ที่ดื่มแล้ววางไว้มากมาย การสนทนามีเรื่องเกี่ยวกับคุณ 'รงค์ เองว่า ทำไมจึงเปลี่ยนชื่อจากณรงค์ มาเป็น 'รงค์ การมีภูมิลำเนาดั้งเดิมมาจากจังหวัดราชบุรี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและการมีชีวิตเป็นนักเขียน

"คุณ 'รงค์ ได้เล่าถึงความเป็นอัจฉริยะของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีท่องหนังสือแบบทำประโยคให้คล้องจองกัน และการที่มีความสามารถอ่านจับใจความหนังสือได้เร็วมาก เป็นต้น

"คุณ 'รงค์ ซึ่งมีวงเล็บว่า "หนุ่ม" นั้น แม้ว่าจะอาวุโสกว่าพวกเราส่วนใหญ่ แต่ก็เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ดูแลและผู้จัดกิจกรรม ในฐานะเป็นผู้ดูแลและผู้ร่วมสังสรรค์ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมกีฬา แคลิฟอร์เนียได้ชื่อว่าเป็นมลรัฐทอง อากาศดีเกือบตลอดปี ดังนั้น นักเรียนไทยมักเล่นกีฬาร่วมกัน กีฬาหนึ่งได้แก่ โบวลิ่ง



"กิจกรรมที่คุณ 'รงค์ มีบทบาทช่วยมาก ได้แก่ การทำหนังสือ ซึ่งช่วยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ข้าพเจ้าเคยรับทำหน้าที่เป็นสาราณียกรของหนังสือประจำปีเล่มแรกของสมาคมไทยในแคลิฟอร์เนีย (TAC - Thai Association of California) มีชื่อว่า 'อัสดง' ซึ่งหมายถึงการที่แคลิฟอร์เนียอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา คุณ 'รงค์ ได้แนะนำให้ออกแบบรูปเล่มเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ...หนังสือที่คุณ 'รงค์ มีบทบาทโดยตรงได้แก่วารสาร (เชิงรายสะดวก) ของสมาคมไทยในแคลิฟอร์เนีย

"โดยที่คุณ 'รงค์ เป็นผู้ที่มีผู้รู้จักแพร่หลายแม้ในวงนักวิชาการชาวต่างประเทศซึ่งสนใจวรรณกรรมไทย ดังนั้นต่อมาคุณ 'รงค์ จึงได้มีที่ทำงานอยู่ที่ภาควิชามานุษยวิทยา (anthropology) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย โดยทำงานร่วมกับ ดร.เฮอร์เบอร์ด ฟิลลิปส์

"ต่อมาคุณ 'รงค์ ได้ย้ายจากฝั่งเบอร์คลีย์ไปยังฝั่งนครซานฟรานซิสโก... ได้ทำตนเข้ากับนครนี้อย่างดี ดังปรากฏในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่อง 'ใต้ถุนป่าคอนกรีท' คุณ 'รงค์ เช่าบ้านอยู่กับ คุณนรา เขียวแก้ว (ทำงานอยู่องค์การโทรศัพท์ขณะนี้) และ คุณสงคราม (เข้าใจว่านามสกุลพยุงพงศ์) และอาจมีคนไทยอื่นๆ อีก

"คุณ 'รงค์ ชอบศึกษาชีวิตคนอเมริกันในมิติต่างๆ และได้ไปพำนักอยู่ใน แอล.เอ.ระยะหนึ่ง คุณ 'รงค์ เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดเสริมต่อจากเรื่อง เมืองมายา ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าใจว่า คุณ 'รงค์ คงได้เข้าไปคลุกคลีในระยะใกล้ชิดพอควร

"ก่อนกลับประเทศไทยหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนียเหนือหลายปี คุณ 'รงค์ มาพำนักอยู่ที่นครโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของนครซานฟรานซิสโก จำได้ว่าได้คุยทางโทรศัพท์กับคุณ 'รงค์ และเล่าถึงการจะแวะเยี่ยมญี่ปุ่นก่อนกลับไทย คงประมาณปี ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) ..."




วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชำระข้อมูลการพิมพ์ : มาเฟียก้นซอย


ว่ากันถึง มาเฟียก้นซอย คงต้องขอยืมบางประโยคของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาอธิบายถึงความเป็นมา

เป็นบางประโยคจาก จดหมายเปิดผนึก จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึง เรืองเดช จันทรคีรี ร่อนลงมาจากสวนทูนอิน ลงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2532 ตีพิมพ์เปิดหัวเมื่อคราวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นกกระดาษ พ.ศ.2532 และสำนักพิมพ์ยุคสมัย พ.ศ.2535 (เราไม่ระบุว่าครั้งที่เท่าไร เพื่อกันการสับสน)


ซอนนี่ พงษ์ เฟรด บุญมา ไมเกิ้ล ล้วน 3 คนนี้เกิดจากมดลูกอะไร?

ขอตอบว่าความหมั่นไส้

...........

ใช่--เราคงหมั่นไส้ไอ้มาล็อน แบรนโด ค่อนข้างหนักหนาในเวลานั้นกับการอมก้อนสำลีไว้ในปากแล้วเอื้อนเหงือกพูดในบทบาทของ godfather เปล่า! ไม่หมั่นไส้ มาริโอ พูโซ่ ผู้เขียน แต่รักและนับถือจึงอยากล้อเล่น เวลาไล่เรียงกันนั้นจึงคิดบทบาทก้นซอยของ มหาอู้ สัปเหร่อยันต์ เดอร์ตี้ เรือง โรเบอร์ท แหวง และเขียนออกมา


ลงต่อเนื่องผ่านคอลัมน์ หันหน้ามาทางนี้พบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ในนิตยสาร หนุ่ม'73 หนุ่ม'74 และ หนุ่ม ระหว่าง พ.ศ.2516-2518 ก่อนจะจบบทสุดท้ายเมื่อตัวละคร แฟร้งค์ สำรวย เดินเข้ามาในฉาก

ประโยคต่อมาใน จดหมายเปิดผนึก ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า


คำถามข้อต่อมาว่า แฟร้งค์ สำรวย (ผู้มีหัวคิด) เดินผิวปากเข้ามาสองบรรทัดแล้วทำไมถึงบทจบก่อนเขารับบทบาท?

นี้น่าบันทึกไว้ในวงการเขียน ว่าเราบังเอิญหงุดหงิดกับบรรณาธิการนิตยสารรายเดือนฉบับนั้นใน พ.ศ.นั้น เขาผู้เป็นทั้งเจ้าของหรือนายทุนคนเดียวกัน เขาเล่นไพ่คืนละนับแสนบาท ขี่รถยนต์คันโตกว่าโบ๊ทเฮ้าส์ผุพังเกยเลนก้นคลองของ ไปล่ ณ คลองเตย และเขาตีกระหรี่ราคาแพงแบบเอาฟ่อนธนบัตรอุดรู แต่เขาฝืดเคืองกับเงินค่าต้นฉบับราคาบทละ 750 บาท ชีวิตของนักเขียน (ไอ้บักหำน้อยผอมเหมือนเงาและมาดามวารินชำราบมองข้าวสารเม็ดสุดท้ายพลางสะอื้น...) เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากด่าแม่--ง และหารือกับแฟร้งค์ สำรวย ถึงการเปลี่ยนฉาก ขอร้องให้เขากลับบ้านนอนรอรับบทบาทในนวนิยาย ผู้ดีน้ำครำ


ไล่เรียงการรวมพิมพ์เป็นเล่มจนถึงปัจจุบันได้ดังนี้

2518 สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา
2521 สำนักพิมพ์เอส. เค. พับลิชชิ่ง
2530 สำนักหนังสือสายคำ
2532 สำนักพิมพ์นกกระดาษ (พิมพ์ครั้งที่ 4)
2535 สำนักพิมพ์ยุคสมัย (พิมพ์ครั้งที่ 5)
2543 แพรวสำนักพิมพ์ (ระบุพิมพ์ครั้งที่ 4)
2550 แพรวสำนักพิมพ์ (ระบุพิมพ์ครั้งที่ 5)

ครั้งล่าสุดรวมพิมพ์อยู่ใน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) นิรันดร์กาล แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2552



เห็นได้ว่ามีการระบุ พิมพ์ครั้งที่ 4 และ พิมพ์ครั้งที่ 5 ซ้ำซ้อน โดยทั้งสองครั้งที่ซ้ำซ้อนจัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ แทนที่จะเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 6 และ 7 ต่อเนื่องจากการพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ยุคสมัย

ถามว่า...นี่คือความผิดพลาด-คลาดเคลื่อนโดยไม่รู้หรือ? อาจเป็นเช่นนั้นเพราะถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็น่าคิดว่าระดับ แพรวสำนักพิมพ์ จะหลงหูหลงตาไปถึง 2 ฉบับเชียวหรือ อย่างน้อยไม่น่าพลาดฉบับของ สำนักพิมพ์นกกระดาษ เพราะราว 1-2 ปีนั้น นกกระดาษพิมพ์ผลงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ออกมาถึง 5 เล่ม

หรือจะเป็นการนับข้ามโดยเจตนา...?!?

เพราะบังเอิญว่าฉบับพิมพ์ของ นกกระดาษ และ ยุคสมัย ซึ่งถูก แพรวสำนักพิมพ์ ข้ามไปนั้น มีข้อแตกต่างจากฉบับพิมพ์อื่นๆ อยู่ที่การตัดทิ้งเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง เหลือเฉพาะเรื่อง มาเฟียก้นซอย ขณะที่ แพรวสำนักพิมพ์ ซึ่งเห็นว่าเรื่องสั้นชุดดังกล่าวเป็นภาคหนึ่งของเรื่องมาเฟียก้นซอย เมื่อนำกลับมารวมพิมพ์ไว้ด้วยจึงนับครั้งต่อจากการพิมพ์ครั้งที่ 3 ข้ามสองฉบับที่ไม่สมบูรณ์ไป

หากเป็นเช่นนี้จริง การนับข้ามเหมือนไม่เคยมีการพิมพ์สองฉบับก่อนหน้าก็น่าคิดว่าเหมาะควรหรือไม่เพียงใด เพราะธรรมเนียมการบันทึกประวัติการจัดพิมพ์หนังสือ แม้มีฉบับที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ยังต้องนับเป็นการพิมพ์ครั้งหนึ่งด้วย ส่วนจะหมายเหตุต่อท้ายเช่นใดก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างน้อย...ฉบับของ นกกระดาษ และ ยุคสมัย มี จดหมายเปิดผนึก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เขียนในวันคล้ายวันเกิดเสียด้วย - 20 พ.ค.2532) เกริ่นนำถึงที่มาที่ไปของเรื่อง มาเฟียก้นซอย รวมพิมพ์ไว้ ขณะที่การพิมพ์ครั้งอื่นๆ ไม่มี

แถมฉบับของ ยุคสมัย ยังแนบท้าย จดหมายเปิดผนึก ด้วย อัตชีวประวัติอย่างย่นของผู้เขียน ซึ่งนับรอบวันเกิดมาถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หรือ 28 ปี 384 เดือน (HA-HA)

หมายความว่าผู้เขียนเองก็รับรู้ว่ามี มาเฟียก้นซอย สองฉบับนี้อยู่บนโลก

ฝ่าย แพรวสำนักพิมพ์ เคยจัดพิมพ์ ปีนตลิ่ง (พิมพ์ครั้งที่ 4) โดยตัดทิ้งเรื่องสั้นอื่นๆ จากการพิมพ์ครั้งแรกออก 4 เรื่อง แต่ยังระบุครั้งการพิมพ์ต่อเนื่องจากฉบับพิมพ์ของ นกกระดาษ (พิมพ์ครั้งที่ 2) และ ฅนวรรณกรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3) ซึ่งตัดทิ้งเรื่องสั้นดังกล่าวออกเช่นกันมาแล้ว จะใช้อีกมาตรฐานกับ มาเฟียก้นซอย ก็กระไรอยู่

ทั้งหมดนี้เราจึงสรุปแบบมองในแง่ความน่าจะเป็น ว่ากรณีของ มาเฟียก้นซอย เป็นการนับครั้งการพิมพ์คลาดเคลื่อนของ แพรวสำนักพิมพ์ (ไม่ใช่การนับข้าม)

และหากมีการจัดพิมพ์อีกครั้งในอนาคตควรจะนับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 8 ต่อไปเลย 





เกร็ดเพิ่มเติม

- การจัดเรียงเรื่องใน มาเฟียก้นซอย จะเริ่มจากเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง แล้วค่อยปิดท้ายด้วย มาเฟียก้นซอย แต่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ของ เอส. เค. พับลิชชิ่ง เป็นฉบับเดียวที่สลับเอาเรื่อง มาเฟียก้นซอย มาไว้ตอนต้น แล้วค่อยต่อด้วยเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง






วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วย หอมดอกประดวน (2)


'รงค์ วงษ์สวรรค์ คงเป็นหนึ่งในนักเขียนไม่กี่คนที่ผลงานประเภทนวนิยายของเขาแม้จะเคยตีพิมพ์ในนิตยสารและผ่านการรวมเล่มมาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังมีผู้นำมาเผยแพร่ต่อเนื่องบนหน้านิตยสารอีกคำรบ

หลงกลิ่นกัญชา ตามด้วย ดอกไม้กับงูพิษ (หรือ ดอกไม้และงูพิษ) ใน The Quiet Storm ยุค อารี แท่นคำ

ใต้ถุนป่าคอนกรีท ใน ฟ้าเมืองทอง ยุค นิรันศักดิ์ บุญจันทร์

ดลใจภุมริน ใน GM ราว พ.ศ.2537

ฯลฯ

รวมไปถึง หอมดอกประดวน ใน Penthouse

Penthouse ลง หอมดอกประดวน ต่อเนื่อง 4 ฉบับ ตั้งแต่ฉบับเดือนมีนาคมถึงฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2538 โดยเรียงลำดับ 4 ฉบับ 4 บท เหมือนเรื่องสั้นที่เป็นอิสระจากกัน

- ผู้หญิงในห้องเลขที่ 13
- นวลพนอ อรไท
- กิ่งอุไร ประดวน
- ผการาย นุช

โดยบทสุดท้าย ผการาย นุช ฉบับเดือนมิถุนายน เป็นฉบับครบรอบ 1 ปี ของ Penthouse Thai Edition พอดี ในเล่มนอกจากจะได้อ่านบทสุดท้ายดังกล่าวแล้ว ยังมีบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดย ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา ในชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งวงการน้ำหมึก ความยาว 8 หน้ากระดาษด้วย



เกร็ดเพิ่มเติม

นวลพนอ อรไท เป็นตัวละครให้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ อีก ในเรื่องสั้น นวลพนอ อรไท นินทาผัว รวมอยู่ในเล่ม แดงรวี ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2514 เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวคล้ายๆ จะเป็น "ส่วนขยาย" ให้แก่ตัวละคร นวลพนอ อรไท ใน หอมดอกประดวน (เรายังไม่มีข้อมูลว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อใด)

แต่นอกจากชื่อเหมือนกัน เป็นแม่หม้าย ผู้มี อกสามสิบแปด อายุสามสิบหก เหมือนกันแล้ว เรื่องราวอื่นๆ ทำให้เธอเป็นคนละคนกัน เนื่องจาก นวลพนอ อรไท ใน หอมดอกประดวน หลังหย่าร้างจากสามีนักการละคร เธอเปลี่ยนเพื่อนชมมากหน้าโดยไม่เคยแต่งงานอีกเลย ขณะที่ นวลพนอ อรไท ใน นวลพนอ อรไท นินทาผัว เรื่องราวนินทาจบลงที่การหย่าร้างกับผัวคนที่ 25 !










วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554