วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในแคลิฟอร์เนียเหนือ

ในห้องพักที่แซน แฟรนซิสโก (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์)

มีคำบอกเล่าและตัวอักษรของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มากมายที่ถ่ายทอดเรื่องราวการนิราศดิบยังสหรัฐอเมริการะหว่าง พ.ศ.2506-2510 คราวนี้มาฟัง(อ่าน) คนอื่นเล่าถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ณ ยูเอสเอ กันบ้าง

บรรพต วีระสัย หรือชื่อและตำแหน่งในปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์จิรโชค วีระสัย หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง รับคำเชิญชวนจากนิตยสาร หนอนหนังสือ เขียนถึงการพบปะกับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในช่วงที่ไปเรียนและพำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ลงในฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2531

แม้เนื้อหาโดยรวมไม่ได้ลงรายละเอียดนักตามที่ผู้เขียนได้ออกตัวว่า "เป็นการย้อนทวนไปถึง 3 ทศวรรษ และความจำก็ดูกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่อง" แต่ก็พอให้เห็นภาพน่าสนใจในมุมของ ชุมชนคนไทยในแคลิฟอร์เนีย โดยในที่นี้จะตัดมาเฉพาะส่วนที่กล่าวถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และสลับบางช่วงตอนที่เห็นว่ามีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน

......

"เมื่อคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาอยู่ที่เบอร์คลีย์นั้น ย่อมเป็นข่าวที่พวกเรารับทราบกันอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะขณะนั้นแวดวงคนไทยในเบอร์คลีย์เป็นชุมชนขนาดเล็ก...

"ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์คุณ 'รงค์ ในฐานะนักเขียนประจำสยามรัฐ หรือสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ต่อมาได้สนทนาถูกอัธยาศัยในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับโลกแห่งวรรณกรรม ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาสายอักษรศาสตร์...

"คุณ 'รงค์เองอ่านหนังสือของตะวันตกมาก จำได้ที่คุณ 'รงค์ ชอบเอ่ยถึงคือ Tobacco Road ของ Erskine Caldwell นักประพันธ์อเมริกัน และ White Fang (คุณ 'รงค์ ชอบออกเสียงให้จำได้ง่ายๆ แบบไทยว่า ไว้ท์ฟาง) ของ Jack London....

"บ้านคุณ 'รงค์ อยู่ถนนอะไรนั้นจำไม่ได้ แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่ไม่ห่างจากบ้านคุณชัยกับคุณบุญศิริ (โดนม) และในช่วงต้นที่ข้าพเจ้ารู้จักกับคุณ 'รงค์ นั้น มีนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งซึ่งไปเยี่ยมเยียนคุณ 'รงค์ บ่อยๆ ได้แก่ คุณเกียรติศักดิ์ ดุละลัมพะ

"ทั้งคุณเกียรติศักดิ์และข้าพเจ้าแม้จะต่างวัยจากคุณ 'รงค์ ค่อนข้างมากก็ตาม แต่ก็วิสาสะกันได้ดี คงจะเป็นเพราะความชอบในการขีดๆ เขียนๆ ซึ่งมีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ในระยะ 4-5 ปี ให้หลัง คุณ 'รงค์ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ ณ นครโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ถัดจากเบอร์คลีย์ไปและเป็นบ้านอยู่รวมกันหลายคน...

"ที่บ้านคุณ 'รงค์ ที่เบอร์คลีย์นั้น จำได้ว่าคุณ 'รงค์ ชอบดื่มเบียร์มาก และมีกระป๋องเบียร์ที่ดื่มแล้ววางไว้มากมาย การสนทนามีเรื่องเกี่ยวกับคุณ 'รงค์ เองว่า ทำไมจึงเปลี่ยนชื่อจากณรงค์ มาเป็น 'รงค์ การมีภูมิลำเนาดั้งเดิมมาจากจังหวัดราชบุรี และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและการมีชีวิตเป็นนักเขียน

"คุณ 'รงค์ ได้เล่าถึงความเป็นอัจฉริยะของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีท่องหนังสือแบบทำประโยคให้คล้องจองกัน และการที่มีความสามารถอ่านจับใจความหนังสือได้เร็วมาก เป็นต้น

"คุณ 'รงค์ ซึ่งมีวงเล็บว่า "หนุ่ม" นั้น แม้ว่าจะอาวุโสกว่าพวกเราส่วนใหญ่ แต่ก็เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ดูแลและผู้จัดกิจกรรม ในฐานะเป็นผู้ดูแลและผู้ร่วมสังสรรค์ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมกีฬา แคลิฟอร์เนียได้ชื่อว่าเป็นมลรัฐทอง อากาศดีเกือบตลอดปี ดังนั้น นักเรียนไทยมักเล่นกีฬาร่วมกัน กีฬาหนึ่งได้แก่ โบวลิ่ง



"กิจกรรมที่คุณ 'รงค์ มีบทบาทช่วยมาก ได้แก่ การทำหนังสือ ซึ่งช่วยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ข้าพเจ้าเคยรับทำหน้าที่เป็นสาราณียกรของหนังสือประจำปีเล่มแรกของสมาคมไทยในแคลิฟอร์เนีย (TAC - Thai Association of California) มีชื่อว่า 'อัสดง' ซึ่งหมายถึงการที่แคลิฟอร์เนียอยู่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา คุณ 'รงค์ ได้แนะนำให้ออกแบบรูปเล่มเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ...หนังสือที่คุณ 'รงค์ มีบทบาทโดยตรงได้แก่วารสาร (เชิงรายสะดวก) ของสมาคมไทยในแคลิฟอร์เนีย

"โดยที่คุณ 'รงค์ เป็นผู้ที่มีผู้รู้จักแพร่หลายแม้ในวงนักวิชาการชาวต่างประเทศซึ่งสนใจวรรณกรรมไทย ดังนั้นต่อมาคุณ 'รงค์ จึงได้มีที่ทำงานอยู่ที่ภาควิชามานุษยวิทยา (anthropology) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย โดยทำงานร่วมกับ ดร.เฮอร์เบอร์ด ฟิลลิปส์

"ต่อมาคุณ 'รงค์ ได้ย้ายจากฝั่งเบอร์คลีย์ไปยังฝั่งนครซานฟรานซิสโก... ได้ทำตนเข้ากับนครนี้อย่างดี ดังปรากฏในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่อง 'ใต้ถุนป่าคอนกรีท' คุณ 'รงค์ เช่าบ้านอยู่กับ คุณนรา เขียวแก้ว (ทำงานอยู่องค์การโทรศัพท์ขณะนี้) และ คุณสงคราม (เข้าใจว่านามสกุลพยุงพงศ์) และอาจมีคนไทยอื่นๆ อีก

"คุณ 'รงค์ ชอบศึกษาชีวิตคนอเมริกันในมิติต่างๆ และได้ไปพำนักอยู่ใน แอล.เอ.ระยะหนึ่ง คุณ 'รงค์ เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดเสริมต่อจากเรื่อง เมืองมายา ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าใจว่า คุณ 'รงค์ คงได้เข้าไปคลุกคลีในระยะใกล้ชิดพอควร

"ก่อนกลับประเทศไทยหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนียเหนือหลายปี คุณ 'รงค์ มาพำนักอยู่ที่นครโอคแลนด์ ซึ่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของนครซานฟรานซิสโก จำได้ว่าได้คุยทางโทรศัพท์กับคุณ 'รงค์ และเล่าถึงการจะแวะเยี่ยมญี่ปุ่นก่อนกลับไทย คงประมาณปี ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) ..."




วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชำระข้อมูลการพิมพ์ : มาเฟียก้นซอย


ว่ากันถึง มาเฟียก้นซอย คงต้องขอยืมบางประโยคของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาอธิบายถึงความเป็นมา

เป็นบางประโยคจาก จดหมายเปิดผนึก จาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึง เรืองเดช จันทรคีรี ร่อนลงมาจากสวนทูนอิน ลงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2532 ตีพิมพ์เปิดหัวเมื่อคราวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นกกระดาษ พ.ศ.2532 และสำนักพิมพ์ยุคสมัย พ.ศ.2535 (เราไม่ระบุว่าครั้งที่เท่าไร เพื่อกันการสับสน)


ซอนนี่ พงษ์ เฟรด บุญมา ไมเกิ้ล ล้วน 3 คนนี้เกิดจากมดลูกอะไร?

ขอตอบว่าความหมั่นไส้

...........

ใช่--เราคงหมั่นไส้ไอ้มาล็อน แบรนโด ค่อนข้างหนักหนาในเวลานั้นกับการอมก้อนสำลีไว้ในปากแล้วเอื้อนเหงือกพูดในบทบาทของ godfather เปล่า! ไม่หมั่นไส้ มาริโอ พูโซ่ ผู้เขียน แต่รักและนับถือจึงอยากล้อเล่น เวลาไล่เรียงกันนั้นจึงคิดบทบาทก้นซอยของ มหาอู้ สัปเหร่อยันต์ เดอร์ตี้ เรือง โรเบอร์ท แหวง และเขียนออกมา


ลงต่อเนื่องผ่านคอลัมน์ หันหน้ามาทางนี้พบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ในนิตยสาร หนุ่ม'73 หนุ่ม'74 และ หนุ่ม ระหว่าง พ.ศ.2516-2518 ก่อนจะจบบทสุดท้ายเมื่อตัวละคร แฟร้งค์ สำรวย เดินเข้ามาในฉาก

ประโยคต่อมาใน จดหมายเปิดผนึก ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า


คำถามข้อต่อมาว่า แฟร้งค์ สำรวย (ผู้มีหัวคิด) เดินผิวปากเข้ามาสองบรรทัดแล้วทำไมถึงบทจบก่อนเขารับบทบาท?

นี้น่าบันทึกไว้ในวงการเขียน ว่าเราบังเอิญหงุดหงิดกับบรรณาธิการนิตยสารรายเดือนฉบับนั้นใน พ.ศ.นั้น เขาผู้เป็นทั้งเจ้าของหรือนายทุนคนเดียวกัน เขาเล่นไพ่คืนละนับแสนบาท ขี่รถยนต์คันโตกว่าโบ๊ทเฮ้าส์ผุพังเกยเลนก้นคลองของ ไปล่ ณ คลองเตย และเขาตีกระหรี่ราคาแพงแบบเอาฟ่อนธนบัตรอุดรู แต่เขาฝืดเคืองกับเงินค่าต้นฉบับราคาบทละ 750 บาท ชีวิตของนักเขียน (ไอ้บักหำน้อยผอมเหมือนเงาและมาดามวารินชำราบมองข้าวสารเม็ดสุดท้ายพลางสะอื้น...) เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากด่าแม่--ง และหารือกับแฟร้งค์ สำรวย ถึงการเปลี่ยนฉาก ขอร้องให้เขากลับบ้านนอนรอรับบทบาทในนวนิยาย ผู้ดีน้ำครำ


ไล่เรียงการรวมพิมพ์เป็นเล่มจนถึงปัจจุบันได้ดังนี้

2518 สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา
2521 สำนักพิมพ์เอส. เค. พับลิชชิ่ง
2530 สำนักหนังสือสายคำ
2532 สำนักพิมพ์นกกระดาษ (พิมพ์ครั้งที่ 4)
2535 สำนักพิมพ์ยุคสมัย (พิมพ์ครั้งที่ 5)
2543 แพรวสำนักพิมพ์ (ระบุพิมพ์ครั้งที่ 4)
2550 แพรวสำนักพิมพ์ (ระบุพิมพ์ครั้งที่ 5)

ครั้งล่าสุดรวมพิมพ์อยู่ใน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) นิรันดร์กาล แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2552



เห็นได้ว่ามีการระบุ พิมพ์ครั้งที่ 4 และ พิมพ์ครั้งที่ 5 ซ้ำซ้อน โดยทั้งสองครั้งที่ซ้ำซ้อนจัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ แทนที่จะเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 6 และ 7 ต่อเนื่องจากการพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ยุคสมัย

ถามว่า...นี่คือความผิดพลาด-คลาดเคลื่อนโดยไม่รู้หรือ? อาจเป็นเช่นนั้นเพราะถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็น่าคิดว่าระดับ แพรวสำนักพิมพ์ จะหลงหูหลงตาไปถึง 2 ฉบับเชียวหรือ อย่างน้อยไม่น่าพลาดฉบับของ สำนักพิมพ์นกกระดาษ เพราะราว 1-2 ปีนั้น นกกระดาษพิมพ์ผลงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ออกมาถึง 5 เล่ม

หรือจะเป็นการนับข้ามโดยเจตนา...?!?

เพราะบังเอิญว่าฉบับพิมพ์ของ นกกระดาษ และ ยุคสมัย ซึ่งถูก แพรวสำนักพิมพ์ ข้ามไปนั้น มีข้อแตกต่างจากฉบับพิมพ์อื่นๆ อยู่ที่การตัดทิ้งเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง เหลือเฉพาะเรื่อง มาเฟียก้นซอย ขณะที่ แพรวสำนักพิมพ์ ซึ่งเห็นว่าเรื่องสั้นชุดดังกล่าวเป็นภาคหนึ่งของเรื่องมาเฟียก้นซอย เมื่อนำกลับมารวมพิมพ์ไว้ด้วยจึงนับครั้งต่อจากการพิมพ์ครั้งที่ 3 ข้ามสองฉบับที่ไม่สมบูรณ์ไป

หากเป็นเช่นนี้จริง การนับข้ามเหมือนไม่เคยมีการพิมพ์สองฉบับก่อนหน้าก็น่าคิดว่าเหมาะควรหรือไม่เพียงใด เพราะธรรมเนียมการบันทึกประวัติการจัดพิมพ์หนังสือ แม้มีฉบับที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ยังต้องนับเป็นการพิมพ์ครั้งหนึ่งด้วย ส่วนจะหมายเหตุต่อท้ายเช่นใดก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างน้อย...ฉบับของ นกกระดาษ และ ยุคสมัย มี จดหมายเปิดผนึก ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (เขียนในวันคล้ายวันเกิดเสียด้วย - 20 พ.ค.2532) เกริ่นนำถึงที่มาที่ไปของเรื่อง มาเฟียก้นซอย รวมพิมพ์ไว้ ขณะที่การพิมพ์ครั้งอื่นๆ ไม่มี

แถมฉบับของ ยุคสมัย ยังแนบท้าย จดหมายเปิดผนึก ด้วย อัตชีวประวัติอย่างย่นของผู้เขียน ซึ่งนับรอบวันเกิดมาถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หรือ 28 ปี 384 เดือน (HA-HA)

หมายความว่าผู้เขียนเองก็รับรู้ว่ามี มาเฟียก้นซอย สองฉบับนี้อยู่บนโลก

ฝ่าย แพรวสำนักพิมพ์ เคยจัดพิมพ์ ปีนตลิ่ง (พิมพ์ครั้งที่ 4) โดยตัดทิ้งเรื่องสั้นอื่นๆ จากการพิมพ์ครั้งแรกออก 4 เรื่อง แต่ยังระบุครั้งการพิมพ์ต่อเนื่องจากฉบับพิมพ์ของ นกกระดาษ (พิมพ์ครั้งที่ 2) และ ฅนวรรณกรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3) ซึ่งตัดทิ้งเรื่องสั้นดังกล่าวออกเช่นกันมาแล้ว จะใช้อีกมาตรฐานกับ มาเฟียก้นซอย ก็กระไรอยู่

ทั้งหมดนี้เราจึงสรุปแบบมองในแง่ความน่าจะเป็น ว่ากรณีของ มาเฟียก้นซอย เป็นการนับครั้งการพิมพ์คลาดเคลื่อนของ แพรวสำนักพิมพ์ (ไม่ใช่การนับข้าม)

และหากมีการจัดพิมพ์อีกครั้งในอนาคตควรจะนับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 8 ต่อไปเลย 





เกร็ดเพิ่มเติม

- การจัดเรียงเรื่องใน มาเฟียก้นซอย จะเริ่มจากเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง แล้วค่อยปิดท้ายด้วย มาเฟียก้นซอย แต่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ของ เอส. เค. พับลิชชิ่ง เป็นฉบับเดียวที่สลับเอาเรื่อง มาเฟียก้นซอย มาไว้ตอนต้น แล้วค่อยต่อด้วยเรื่องสั้นชุด ตำบลที่น่ารักของเรา จำนวน 8 เรื่อง






วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วย หอมดอกประดวน (2)


'รงค์ วงษ์สวรรค์ คงเป็นหนึ่งในนักเขียนไม่กี่คนที่ผลงานประเภทนวนิยายของเขาแม้จะเคยตีพิมพ์ในนิตยสารและผ่านการรวมเล่มมาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังมีผู้นำมาเผยแพร่ต่อเนื่องบนหน้านิตยสารอีกคำรบ

หลงกลิ่นกัญชา ตามด้วย ดอกไม้กับงูพิษ (หรือ ดอกไม้และงูพิษ) ใน The Quiet Storm ยุค อารี แท่นคำ

ใต้ถุนป่าคอนกรีท ใน ฟ้าเมืองทอง ยุค นิรันศักดิ์ บุญจันทร์

ดลใจภุมริน ใน GM ราว พ.ศ.2537

ฯลฯ

รวมไปถึง หอมดอกประดวน ใน Penthouse

Penthouse ลง หอมดอกประดวน ต่อเนื่อง 4 ฉบับ ตั้งแต่ฉบับเดือนมีนาคมถึงฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2538 โดยเรียงลำดับ 4 ฉบับ 4 บท เหมือนเรื่องสั้นที่เป็นอิสระจากกัน

- ผู้หญิงในห้องเลขที่ 13
- นวลพนอ อรไท
- กิ่งอุไร ประดวน
- ผการาย นุช

โดยบทสุดท้าย ผการาย นุช ฉบับเดือนมิถุนายน เป็นฉบับครบรอบ 1 ปี ของ Penthouse Thai Edition พอดี ในเล่มนอกจากจะได้อ่านบทสุดท้ายดังกล่าวแล้ว ยังมีบทสัมภาษณ์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดย ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา ในชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งวงการน้ำหมึก ความยาว 8 หน้ากระดาษด้วย



เกร็ดเพิ่มเติม

นวลพนอ อรไท เป็นตัวละครให้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ อีก ในเรื่องสั้น นวลพนอ อรไท นินทาผัว รวมอยู่ในเล่ม แดงรวี ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2514 เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวคล้ายๆ จะเป็น "ส่วนขยาย" ให้แก่ตัวละคร นวลพนอ อรไท ใน หอมดอกประดวน (เรายังไม่มีข้อมูลว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อใด)

แต่นอกจากชื่อเหมือนกัน เป็นแม่หม้าย ผู้มี อกสามสิบแปด อายุสามสิบหก เหมือนกันแล้ว เรื่องราวอื่นๆ ทำให้เธอเป็นคนละคนกัน เนื่องจาก นวลพนอ อรไท ใน หอมดอกประดวน หลังหย่าร้างจากสามีนักการละคร เธอเปลี่ยนเพื่อนชมมากหน้าโดยไม่เคยแต่งงานอีกเลย ขณะที่ นวลพนอ อรไท ใน นวลพนอ อรไท นินทาผัว เรื่องราวนินทาจบลงที่การหย่าร้างกับผัวคนที่ 25 !










วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

นาฑีที่ถูกทาบทามเป็นรัฐมนตรี



คนแบบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) รับเชิญเป็นรัฐมนตรี

มิถุนายน 2525 จันทร์ 12.15 น. ผมนั่งกินเหล้าแค็มปารีผสมโซดาประดับมะนาวฝานในห้องจามจุรี อิมพีเรียล และรอผู้หญิงบางคน...! เหล้าองุ่นอิตาลีสกุลนี้สวยเหมือนกุหลาบแต่กลิ่นเหมือนรากไม้เผาไฟดองแอลกอฮอล์ รสนวลและดีกรีอ่อนลูบไล้อารมณ์ในเวลาที่ไม่ต้องการความรุนแรงของวิสกี้ ผู้หญิงคนนั้นผมไม่อยากให้หล่อนมาพบเวลาเที่ยงตรง หล่อนควรมาสายสิบนาทีหรือสิบห้านาทีเพื่อใครและใครที่มาถึงก่อนสังคมกรุงเทพฯ-มีโอกาสได้มองความสวยของหล่อน ผมไม่หวงถ้าใครอยากเล่นรักกับหล่อนบ้างด้วยสายตา แต่ผมจะไม่ยินยอมให้ใครล่วงล้ำหล่อนมากกว่านั้น...! ผมไม่แยแสกับนินทาว่าร้ายของสังคม ทั้งที่เป็นความจริงว่าผมถูกรบกวนความเป็นส่วนตัวเสมอในการใช้ชีวิตแบบของผม ผู้คนที่ไม่พยายามปลดปล่อยตัวเองสู่วงจรเสรีภาพแห่งความรัก และรวมทั้งผู้คนประเภทมือถือสากปากคาบคัมภีร์ พากันถือสิทธิ์โดยไม่ชอบธรรมเพื่อจะกำหนดขอบเขตศีลธรรมของผู้อื่น

เพื่อนบางคนผู้กลับจากปารีสเคยถามว่า

"สังคมบางด้านของกรุงเทพฯเป็นอย่างไร"

ผมยักไหล่

"ครับ-ก็คงเหมือนยี่สิบปีก่อนน่ะแหละคุณ...! เศร้ากว่าเม็ดน้ำตา! กลุ้มกว่าเม็ดแอสไพริน! ผู้คนระดับไฮท์โซไซเอตี้สนใจกับเรื่องผัวเมียคนอื่นมากกว่าของตัวเองในห้องนอนที่บ้าน! และมักทึกทักว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเพศจะต้องมีอะไรแฝงเร้นทุกกรณี! ครับ-มันค่อนข้างอันตราย...ถ้าคุณชวนผู้หญิงดินเนอร์สองต่อสอง! อันตรายจากพิษน้ำลายในปากสังคม!"

ผมตอบอย่างนั้น แต่ผมพร้อมจะตอบโต้ทุกรูปแบบกับใครก็ตามผู้พยายามล่วงละเมิดสิทธิ์

เปล่า! ผมไม่ใช่เพลย์บอยตามที่หมายถึงโดยมาตรฐานของนิตยสารฉบับนั้น ผมเป็นผู้ชายบางคนเท่านั้น ผมรักดอกไม้ ผมรักเหล้าสกุลดี ผมรักเพลงแจ๊ซซ์และผมรักกัญชา ผมรักรถยนต์ และผมรักผู้หญิง

เวลากินเหล้าผมพูดเกี่ยวกับการเมืองบ้าง แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธจะพูดถึงแม่ม่ายบางคน หล่อนจบชีวิตสองคืนก่อนโดยเจตนากินแวเลี่ยมเกินพิกัดของมิลลิแกรมที่นายแพทย์อนุญาตให้กล่อมประสาท ชีวิตขาดรสรักและรสสวาท ความสวย-ความร่ำรวย-ความเป็นผู้ดี-และความมีจิตใจงดงามไม่มีผลตอบแทนอย่างยุติธรรมกับหล่อนบ้างเลย หล่อนไม่ใช่เหยื่อคนแรกและคนสุดท้ายของสังคม ผมพูดถึงหล่อนด้วยความคารวะกว่าผู้ชายบางคนมีความรู้สึกกับโอลีฟว์ในแก้วมาร์ทินีของเขา

แค็มปารีผสมโซดา...

ผมครุ่นคิดถึงผู้หญิงอีกคน ผมเพิ่งเขียนถึงหล่อนใน-นินทากรุงเทพฯ เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ผ่านมา

 ลานา เทอร์เนอร์ 62 กะรัต ดาราฮอลลีวู้ดและผู้หญิงสวยไม่เคยโรยกลีบ พูดหลายประโยคด้วยความจริงใจกับชีวิต "ดิฉันกับเซ็กส์ไม่ใช่ของอย่างเดียวกันค่ะ..." การแต่งงานเจ็ดหนและการเล่นรักกับผู้ชายหลายคนนั้นไม่หมายถึงความสุขและเสพย์สม หล่อนผิดหวังกับใครหลายคน และหล่อนได้เพียงบางอย่างจากบางคนและไม่ได้อะไรบ้างเลยก็มีเหมือนกัน! หล่อนไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเท่ากับไม่ใช่ความผิดของเขา! ผู้ชายบางคนหล่อนไม่รักเขาแต่เขาบูชาหล่อน (และบางคนกลับกัน) ในบัญชีรายชื่อผู้ชายเหล่านั้นรวมทั้งมิลเลียนแนร์ โฮเวอร์ด ฮิวจ์ นักกล้าม เล็กซ์ บาร์เคอร์ นักเล่นรัก ไทโรน พาวเวอร์ อาร์ตี้ ชอว์ โรเบอร์ท อิทัน และนักเลงมาเฟีย จอห์นนี่ สต็อมพินาโต้ แต่หล่อนปฏิเสธเกี่ยวกับคล้าร์ค เกเบิ้ล หล่อนพูดว่า "งานเป็นงาน! ดิฉันไม่เล่นรักกับผู้ชายที่ดิฉันนับถือค่ะ!"

การนินทาของผมไม่ว่าร้าย!

และไม่พยายามสร้างความปวดร้าวให้กับผู้ถูกนินทา!

นี้ผมถือเป็นจรรยาบรรณ!


12.30 น. ผมรู้สึกว่ากำลังถูกมองโดยใครบางคนจากสทูลหน้าบาร์ และหล่อนเป็นผู้หญิงประกายตาสีขาบ (บลู) ผมยิ้มกับหล่อนตามมารยาท ยิ้มแบบสุภาพบุรุษที่แขวนเน็คไทไว้กับคอเชิ้ร์ท หล่อนยิ้มตอบบนริมฝีปาก และเบี่ยงก้นลงจากสทูลนั้นเดินมา...

"ขอโทษ-ดิฉันรบกวนคุณหรือเปล่า?"

"......!" ผมยักไหล่

"เพื่อนบางคนแนะนำว่าดิฉันควรมองคุณค่ะ ดิฉันลงมาจากห้องหมายเลข 204 สิบกว่านาทีแล้ว นานพอจะสร้างจินตนาการกับความเคลื่อนไหวของคุณ..."

สำเนียงในประโยคบอกว่าหล่อนควรเป็นผู้หญิงอังกฤษ

"เชิญนั่ง-ถ้าไม่รังเกียจว่านาทีไหนก็ได้เพื่อนผมจะมาตามนัดหมาย"

"เกิร์ลเฟร็นด์?" หล่อนยิ้ม

"เพื่อน และบังเอิญหล่อนเป็นผู้หญิง!"

ผมยิ้มตอบด้วยแววตาของหมาจิ้งจอกป่าคอนกรีต

"ซูซี่ ฟิกจิส ชื่อของดิฉันค่ะ"

หล่อนนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามพร้อมกับมือถือเหยือกเบียร์

".........." ผมแนะนำตัวเองบ้าง

"ดิฉันเป็นฝ่ายหาผู้แสดงให้กับกองถ่ายภาพยนตร์ - ไซก็อน"

ตำแหน่งของหล่อนหมายถึง-casting director

ไซก็อน-ไซง่อน-SAIGON



ผมเคยอ่านพบบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่าบริษัท Thames-T.V. ยกกองถ่ายมาพักบนชั้นสองของอิมพีเรียล ดาราและผู้กำกับการแสดง และผู้ร่วมงานหลายระดับจากช่างแต่งหน้าถึงช่างไฟและช่างไม้ จำนวนหลายสิบคนเดินกันขวักไขว่บนล็อบบี้ ในบาร์พี้พ-อินน์ ในจิมมี่'ส คิชเช็น และคืนวานใน ทิวดอร์ กริลล์ รูม อากร ฮุนตระกูล ผู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจโรงแรมนี้เปิดแชมเพญให้กับวันเกิดของใครบางคนซึ่งเป็นนักแสดงระดับดารา

และ-ผมไม่รู้อะไรมากกว่านั้น

"ค่ะ-ดิฉันกำลังมองหาบุคลิกแบบคนรวยมหาศาลและมีอำนาจแต่ใบหน้าของเขาแบบเอเชี่ยน คนที่มีภาระมากมายแต่ดูผิวเผินเหมือนไร้สาระ เขาเป็นนักการเมืองระดับสูงนะคะ แต่เขาใช้เวลาในกระทรวงน้อยกว่าในสโมสรกับเหล้า ไพ่ และผู้หญิง! เขาเป็นคนทรยศเพื่อนและคนโกงประชาชน! เขาไม่เคยไว้วางใจใครแม้แต่ตัวเองหรือพระในโบสถ์! แต่เขาไม่สำนึกในบาป! เขาฉลาดเหมือนงูพิษในป่าดิบแต่ในบางด้านของสีสันเป็นผู้ชายมีเสน่ห์! ค่ะ-บุคลิกแบบเพลย์บอย และเขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ!"

"คุณพบใครคนนั้นหรือยัง?"

"ดิฉันกำลังพูดกับเขาแล้วค่ะ!"

"...!" ผมสบถก่อนเรียกหล่อนอย่างถือวิสาสะ "ซูซี่-รู้ไหมคุณกำลังพูดกับใครนาฑีนี้?"

"ไม่-อือม์...งานของดิฉันบางทีก็ไม่มีเวลาจะสอบถามอะไรกับใครมากนัก คุณคงไม่คิดว่าดิฉันจาบจ้วงเอากับคุณเกินควรนะคะ และไม่มีมารยาท ขอโทษ-คุณเป็นใคร?"

"ผมก็ไม่เคยแน่ใจว่าผมเป็นใครแท้จริง!" ผมยักไหล่เย่อหยิ่ง "แต่ผมเคยได้ยินหลายคนพูดกันว่าผมเป็นนักเขียน..."

"......!"

"วันเวลาผ่านมา และผมโดนกล่าวหาว่าเป็นนักเขียนอาวุโสของประเทศนี้"

"..........!"

ซูซี่ ฟิกจิส นิ่งก่อนลูบนิ้วลบฟองเบียร์บนริมฝีปาก








หมายเหตุ : งานเขียนในนิตยสารโลกดารา ปีที่ 13 ฉบับที่ 300, 31 ตุลาคม พ.ศ.2525 ซึ่ง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่าถึงตอนที่ถูกทาบทามให้รับบทรัฐมนตรี ในหนังสำหรับฉายทางโทรทัศน์ของอังกฤษเรื่อง Saigon: Year of the Cat (1983) ของผู้กำกับ สตีเฟ็น เฟรียส์

สำหรับ ซูซี่ ฟิกจิส (Susie Figgis) ที่กล่าวถึง ทุกวันนี้ยังเป็น Casting Director ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่เคารพนับถือในแวดวงหนังอังกฤษ เป็น Casting Director ขาประจำให้กับ นีล จอร์แดน (The Crying Game) หลายเรื่องของ ทิม เบอร์ตัน (Alice in Wonderland) และร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังนับไม่ถ้วน หนังเรื่องล่าสุดที่เธอมีส่วนร่วม (Casting by) ซึ่งเข้าฉายในไทยคือ The Tourist (2010) ที่มี จอห์นนี่ เด็ปป์ ประกบกับ แองเจลินา โจลี่



วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

แสบสันต์ UNSEEN

หมายเหตุ : งานเขียนจากคอลัมน์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) แสบสันต์ ในหนังสือพิมพ์เสียงปวงชน ฉบับวันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2519 ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในหนังสือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) แสบสันต์ (2521)


การถกเถียงอย่างฟุ่มเฟือย

หลังจากดับไฟทุกดวง ให้เหลือเพียงสีหม่นของกลางคืน และเงารำไรของต้นไม้ ข้าพเจ้าเกือบเผลอร้องเพลง ถ้าเพื่อนบางคนไม่ชิงร้องก่อนในทำนองแหบเศร้าคร่ำครวญ เราได้ผ่านการถกเถียงกันมาอย่างยับเยินดูเหมือนเรามี(และไม่มี) เหตุผลจะถกเถียงกันอย่างฟุ่มเฟือย

“ผมไม่เคยเชื่อถือการทำงานของค็อมพิวเตอร์เลย”

บางคนพูดในกังวานดูแคลน

และบางคนท้วง “แต่การเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไอ้สมองห่-เหวนี่มันไม่ช่วยเหลือ”

“ผมไม่วายรู้สึกว่ามันดูถูกความเป็นคนของเรานี่หว่า!”

เท่านั้นเราก็ถกเถียงกันได้นานหลายนาฑี

ในบางนาฑีเราย้อนคารมกลับมาประณามป่าคอนกรีท

“มันทำให้กรุงเทพฯ ระอุอ้าว” บางคนว่า

“แต่คุณก็จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นการบันดาลความเจริญ เชื่อผมเถอะน่ะ คุณจะปฏิเสธอะไรอีกสารพันไม่ได้ กรุงเทพฯของเราแคบลงเพราะคนมากขึ้น และราคาที่ดินแพงวายปราณ ตึกสูงๆ มันก็จำเป็น”

“ผมคิดถึงกระท่อมและลำประโดง”

“ก็ไม่มีใครหวงห้ามถ้าคุณจะไปอยู่กลางทุ่งนา แล้วตื่นตีสองเดินมารอรถประจำทางริมถนน มาทำงานในกรุงเทพฯ”

เราเกือบเตะปากกัน เพราะจากตึกถึงกระท่อมแล้วก็มีปัญหาระหว่างคนรวยกับความจนเข้ามาแทรกแซง

บางคนพยายามจะพูดให้เชื่อว่าเขาบูชาความจน ในขณะที่ลมหายใจของเขาอวลกลิ่นสก๊อทช์วิสกี้

เรายังถกเถียงกันอีกในนาทีต่อมาและต่อมา



“ผมขายความคิด..” ใครคนนั้นพูด “มันเป็นความคิดอันหรูหรามากกว่าที่ใครได้เคย...ค้นคิดกันออกมา”

“ได้ราคาดีไหม?”

เขายิ้มสร้อย “มันไม่มีราคาเลย คนทุกวันนี้โง่บัดซบ! โง่จนไม่ยอมทำความเข้าใจกับความคิดของผม”

“อะไรคือความคิดของคุณ?”

“มันก็คืออะไรที่คุณไม่เคยคิดนั่นแหละ” เขาตอบเย่อหยิ่ง “คุณมันงมงายอยู่กับความคิดเก่าๆ ของสังคมฟอนเฟะ จมอยู่ในปลักแห่งอบายมุข โดนตรึงอยู่ในตาข่ายของความร้อนรนทางกามคุณ ไม่แยแสเลยหรือว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยของความสับสนอลหม่าน แต่คุณเดินถอยหลังหนีแสงสว่างแห่งปัญญาเข้าไปสู่ความมืด โธ่เอ๋ย-คุณใช้พลังผนึกอยู่บนเตียงมากกว่าจะแปรมันให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทำไมคุณไม่เดินแหกม่านประเพณีออกไปอย่างองอาจ และเข่นฆ่าทำลายความคิดอันล้าหลังของบรรพชน น่าสงสาร! ผมอยากสงสารคุณเหลือเกินที่ยังยึดมั่นอยู่กับความกตัญญูรู้คุณ บ้า! คุณยกย่องอดีต แต่ประเมินราคาของอนาคตถูกเหลือเกิน คุณไม่สนใจกับอนาคตบ้างเลย เพราะฉะนั้นคุณจึงไม่สนใจผม ไม่สนใจในความคิดของผม รู้ไหม? ผมนี่แหละโว้ยคืออนาคต”

เราอนุญาตให้เขาพูดจนสีบนใบหน้าเปลี่ยนจากแดงระเรื่อเป็นแดงข้นของกลีบกุหลาบ

แล้วเราค่อยทยอยกันกลับ ทิ้งเขาไว้ให้ถกเถียงกับตัวเองแต่ลำพัง

ถ้าเขาคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขาจะแสดงความคิด เราก็มีสิทธิ์จะระแวดระไวไม่ให้เขาล่วงล้ำเข้ามาในแวดวงความคิดอันสุจริตต่อมาตุภูมิของเรา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และวันพรุ่งนี้








**เราพบภายหลังว่างานเขียนชิ้นนี้คัดจากบทแรกของหนังสือ 00.00 น.