วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

นาฑีที่ถูกทาบทามเป็นรัฐมนตรี



คนแบบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) รับเชิญเป็นรัฐมนตรี

มิถุนายน 2525 จันทร์ 12.15 น. ผมนั่งกินเหล้าแค็มปารีผสมโซดาประดับมะนาวฝานในห้องจามจุรี อิมพีเรียล และรอผู้หญิงบางคน...! เหล้าองุ่นอิตาลีสกุลนี้สวยเหมือนกุหลาบแต่กลิ่นเหมือนรากไม้เผาไฟดองแอลกอฮอล์ รสนวลและดีกรีอ่อนลูบไล้อารมณ์ในเวลาที่ไม่ต้องการความรุนแรงของวิสกี้ ผู้หญิงคนนั้นผมไม่อยากให้หล่อนมาพบเวลาเที่ยงตรง หล่อนควรมาสายสิบนาทีหรือสิบห้านาทีเพื่อใครและใครที่มาถึงก่อนสังคมกรุงเทพฯ-มีโอกาสได้มองความสวยของหล่อน ผมไม่หวงถ้าใครอยากเล่นรักกับหล่อนบ้างด้วยสายตา แต่ผมจะไม่ยินยอมให้ใครล่วงล้ำหล่อนมากกว่านั้น...! ผมไม่แยแสกับนินทาว่าร้ายของสังคม ทั้งที่เป็นความจริงว่าผมถูกรบกวนความเป็นส่วนตัวเสมอในการใช้ชีวิตแบบของผม ผู้คนที่ไม่พยายามปลดปล่อยตัวเองสู่วงจรเสรีภาพแห่งความรัก และรวมทั้งผู้คนประเภทมือถือสากปากคาบคัมภีร์ พากันถือสิทธิ์โดยไม่ชอบธรรมเพื่อจะกำหนดขอบเขตศีลธรรมของผู้อื่น

เพื่อนบางคนผู้กลับจากปารีสเคยถามว่า

"สังคมบางด้านของกรุงเทพฯเป็นอย่างไร"

ผมยักไหล่

"ครับ-ก็คงเหมือนยี่สิบปีก่อนน่ะแหละคุณ...! เศร้ากว่าเม็ดน้ำตา! กลุ้มกว่าเม็ดแอสไพริน! ผู้คนระดับไฮท์โซไซเอตี้สนใจกับเรื่องผัวเมียคนอื่นมากกว่าของตัวเองในห้องนอนที่บ้าน! และมักทึกทักว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเพศจะต้องมีอะไรแฝงเร้นทุกกรณี! ครับ-มันค่อนข้างอันตราย...ถ้าคุณชวนผู้หญิงดินเนอร์สองต่อสอง! อันตรายจากพิษน้ำลายในปากสังคม!"

ผมตอบอย่างนั้น แต่ผมพร้อมจะตอบโต้ทุกรูปแบบกับใครก็ตามผู้พยายามล่วงละเมิดสิทธิ์

เปล่า! ผมไม่ใช่เพลย์บอยตามที่หมายถึงโดยมาตรฐานของนิตยสารฉบับนั้น ผมเป็นผู้ชายบางคนเท่านั้น ผมรักดอกไม้ ผมรักเหล้าสกุลดี ผมรักเพลงแจ๊ซซ์และผมรักกัญชา ผมรักรถยนต์ และผมรักผู้หญิง

เวลากินเหล้าผมพูดเกี่ยวกับการเมืองบ้าง แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธจะพูดถึงแม่ม่ายบางคน หล่อนจบชีวิตสองคืนก่อนโดยเจตนากินแวเลี่ยมเกินพิกัดของมิลลิแกรมที่นายแพทย์อนุญาตให้กล่อมประสาท ชีวิตขาดรสรักและรสสวาท ความสวย-ความร่ำรวย-ความเป็นผู้ดี-และความมีจิตใจงดงามไม่มีผลตอบแทนอย่างยุติธรรมกับหล่อนบ้างเลย หล่อนไม่ใช่เหยื่อคนแรกและคนสุดท้ายของสังคม ผมพูดถึงหล่อนด้วยความคารวะกว่าผู้ชายบางคนมีความรู้สึกกับโอลีฟว์ในแก้วมาร์ทินีของเขา

แค็มปารีผสมโซดา...

ผมครุ่นคิดถึงผู้หญิงอีกคน ผมเพิ่งเขียนถึงหล่อนใน-นินทากรุงเทพฯ เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ผ่านมา

 ลานา เทอร์เนอร์ 62 กะรัต ดาราฮอลลีวู้ดและผู้หญิงสวยไม่เคยโรยกลีบ พูดหลายประโยคด้วยความจริงใจกับชีวิต "ดิฉันกับเซ็กส์ไม่ใช่ของอย่างเดียวกันค่ะ..." การแต่งงานเจ็ดหนและการเล่นรักกับผู้ชายหลายคนนั้นไม่หมายถึงความสุขและเสพย์สม หล่อนผิดหวังกับใครหลายคน และหล่อนได้เพียงบางอย่างจากบางคนและไม่ได้อะไรบ้างเลยก็มีเหมือนกัน! หล่อนไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเท่ากับไม่ใช่ความผิดของเขา! ผู้ชายบางคนหล่อนไม่รักเขาแต่เขาบูชาหล่อน (และบางคนกลับกัน) ในบัญชีรายชื่อผู้ชายเหล่านั้นรวมทั้งมิลเลียนแนร์ โฮเวอร์ด ฮิวจ์ นักกล้าม เล็กซ์ บาร์เคอร์ นักเล่นรัก ไทโรน พาวเวอร์ อาร์ตี้ ชอว์ โรเบอร์ท อิทัน และนักเลงมาเฟีย จอห์นนี่ สต็อมพินาโต้ แต่หล่อนปฏิเสธเกี่ยวกับคล้าร์ค เกเบิ้ล หล่อนพูดว่า "งานเป็นงาน! ดิฉันไม่เล่นรักกับผู้ชายที่ดิฉันนับถือค่ะ!"

การนินทาของผมไม่ว่าร้าย!

และไม่พยายามสร้างความปวดร้าวให้กับผู้ถูกนินทา!

นี้ผมถือเป็นจรรยาบรรณ!


12.30 น. ผมรู้สึกว่ากำลังถูกมองโดยใครบางคนจากสทูลหน้าบาร์ และหล่อนเป็นผู้หญิงประกายตาสีขาบ (บลู) ผมยิ้มกับหล่อนตามมารยาท ยิ้มแบบสุภาพบุรุษที่แขวนเน็คไทไว้กับคอเชิ้ร์ท หล่อนยิ้มตอบบนริมฝีปาก และเบี่ยงก้นลงจากสทูลนั้นเดินมา...

"ขอโทษ-ดิฉันรบกวนคุณหรือเปล่า?"

"......!" ผมยักไหล่

"เพื่อนบางคนแนะนำว่าดิฉันควรมองคุณค่ะ ดิฉันลงมาจากห้องหมายเลข 204 สิบกว่านาทีแล้ว นานพอจะสร้างจินตนาการกับความเคลื่อนไหวของคุณ..."

สำเนียงในประโยคบอกว่าหล่อนควรเป็นผู้หญิงอังกฤษ

"เชิญนั่ง-ถ้าไม่รังเกียจว่านาทีไหนก็ได้เพื่อนผมจะมาตามนัดหมาย"

"เกิร์ลเฟร็นด์?" หล่อนยิ้ม

"เพื่อน และบังเอิญหล่อนเป็นผู้หญิง!"

ผมยิ้มตอบด้วยแววตาของหมาจิ้งจอกป่าคอนกรีต

"ซูซี่ ฟิกจิส ชื่อของดิฉันค่ะ"

หล่อนนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามพร้อมกับมือถือเหยือกเบียร์

".........." ผมแนะนำตัวเองบ้าง

"ดิฉันเป็นฝ่ายหาผู้แสดงให้กับกองถ่ายภาพยนตร์ - ไซก็อน"

ตำแหน่งของหล่อนหมายถึง-casting director

ไซก็อน-ไซง่อน-SAIGON



ผมเคยอ่านพบบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่าบริษัท Thames-T.V. ยกกองถ่ายมาพักบนชั้นสองของอิมพีเรียล ดาราและผู้กำกับการแสดง และผู้ร่วมงานหลายระดับจากช่างแต่งหน้าถึงช่างไฟและช่างไม้ จำนวนหลายสิบคนเดินกันขวักไขว่บนล็อบบี้ ในบาร์พี้พ-อินน์ ในจิมมี่'ส คิชเช็น และคืนวานใน ทิวดอร์ กริลล์ รูม อากร ฮุนตระกูล ผู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจโรงแรมนี้เปิดแชมเพญให้กับวันเกิดของใครบางคนซึ่งเป็นนักแสดงระดับดารา

และ-ผมไม่รู้อะไรมากกว่านั้น

"ค่ะ-ดิฉันกำลังมองหาบุคลิกแบบคนรวยมหาศาลและมีอำนาจแต่ใบหน้าของเขาแบบเอเชี่ยน คนที่มีภาระมากมายแต่ดูผิวเผินเหมือนไร้สาระ เขาเป็นนักการเมืองระดับสูงนะคะ แต่เขาใช้เวลาในกระทรวงน้อยกว่าในสโมสรกับเหล้า ไพ่ และผู้หญิง! เขาเป็นคนทรยศเพื่อนและคนโกงประชาชน! เขาไม่เคยไว้วางใจใครแม้แต่ตัวเองหรือพระในโบสถ์! แต่เขาไม่สำนึกในบาป! เขาฉลาดเหมือนงูพิษในป่าดิบแต่ในบางด้านของสีสันเป็นผู้ชายมีเสน่ห์! ค่ะ-บุคลิกแบบเพลย์บอย และเขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ!"

"คุณพบใครคนนั้นหรือยัง?"

"ดิฉันกำลังพูดกับเขาแล้วค่ะ!"

"...!" ผมสบถก่อนเรียกหล่อนอย่างถือวิสาสะ "ซูซี่-รู้ไหมคุณกำลังพูดกับใครนาฑีนี้?"

"ไม่-อือม์...งานของดิฉันบางทีก็ไม่มีเวลาจะสอบถามอะไรกับใครมากนัก คุณคงไม่คิดว่าดิฉันจาบจ้วงเอากับคุณเกินควรนะคะ และไม่มีมารยาท ขอโทษ-คุณเป็นใคร?"

"ผมก็ไม่เคยแน่ใจว่าผมเป็นใครแท้จริง!" ผมยักไหล่เย่อหยิ่ง "แต่ผมเคยได้ยินหลายคนพูดกันว่าผมเป็นนักเขียน..."

"......!"

"วันเวลาผ่านมา และผมโดนกล่าวหาว่าเป็นนักเขียนอาวุโสของประเทศนี้"

"..........!"

ซูซี่ ฟิกจิส นิ่งก่อนลูบนิ้วลบฟองเบียร์บนริมฝีปาก








หมายเหตุ : งานเขียนในนิตยสารโลกดารา ปีที่ 13 ฉบับที่ 300, 31 ตุลาคม พ.ศ.2525 ซึ่ง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่าถึงตอนที่ถูกทาบทามให้รับบทรัฐมนตรี ในหนังสำหรับฉายทางโทรทัศน์ของอังกฤษเรื่อง Saigon: Year of the Cat (1983) ของผู้กำกับ สตีเฟ็น เฟรียส์

สำหรับ ซูซี่ ฟิกจิส (Susie Figgis) ที่กล่าวถึง ทุกวันนี้ยังเป็น Casting Director ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่เคารพนับถือในแวดวงหนังอังกฤษ เป็น Casting Director ขาประจำให้กับ นีล จอร์แดน (The Crying Game) หลายเรื่องของ ทิม เบอร์ตัน (Alice in Wonderland) และร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังนับไม่ถ้วน หนังเรื่องล่าสุดที่เธอมีส่วนร่วม (Casting by) ซึ่งเข้าฉายในไทยคือ The Tourist (2010) ที่มี จอห์นนี่ เด็ปป์ ประกบกับ แองเจลินา โจลี่



วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

แสบสันต์ UNSEEN

หมายเหตุ : งานเขียนจากคอลัมน์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) แสบสันต์ ในหนังสือพิมพ์เสียงปวงชน ฉบับวันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2519 ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในหนังสือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) แสบสันต์ (2521)


การถกเถียงอย่างฟุ่มเฟือย

หลังจากดับไฟทุกดวง ให้เหลือเพียงสีหม่นของกลางคืน และเงารำไรของต้นไม้ ข้าพเจ้าเกือบเผลอร้องเพลง ถ้าเพื่อนบางคนไม่ชิงร้องก่อนในทำนองแหบเศร้าคร่ำครวญ เราได้ผ่านการถกเถียงกันมาอย่างยับเยินดูเหมือนเรามี(และไม่มี) เหตุผลจะถกเถียงกันอย่างฟุ่มเฟือย

“ผมไม่เคยเชื่อถือการทำงานของค็อมพิวเตอร์เลย”

บางคนพูดในกังวานดูแคลน

และบางคนท้วง “แต่การเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไอ้สมองห่-เหวนี่มันไม่ช่วยเหลือ”

“ผมไม่วายรู้สึกว่ามันดูถูกความเป็นคนของเรานี่หว่า!”

เท่านั้นเราก็ถกเถียงกันได้นานหลายนาฑี

ในบางนาฑีเราย้อนคารมกลับมาประณามป่าคอนกรีท

“มันทำให้กรุงเทพฯ ระอุอ้าว” บางคนว่า

“แต่คุณก็จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นการบันดาลความเจริญ เชื่อผมเถอะน่ะ คุณจะปฏิเสธอะไรอีกสารพันไม่ได้ กรุงเทพฯของเราแคบลงเพราะคนมากขึ้น และราคาที่ดินแพงวายปราณ ตึกสูงๆ มันก็จำเป็น”

“ผมคิดถึงกระท่อมและลำประโดง”

“ก็ไม่มีใครหวงห้ามถ้าคุณจะไปอยู่กลางทุ่งนา แล้วตื่นตีสองเดินมารอรถประจำทางริมถนน มาทำงานในกรุงเทพฯ”

เราเกือบเตะปากกัน เพราะจากตึกถึงกระท่อมแล้วก็มีปัญหาระหว่างคนรวยกับความจนเข้ามาแทรกแซง

บางคนพยายามจะพูดให้เชื่อว่าเขาบูชาความจน ในขณะที่ลมหายใจของเขาอวลกลิ่นสก๊อทช์วิสกี้

เรายังถกเถียงกันอีกในนาทีต่อมาและต่อมา



“ผมขายความคิด..” ใครคนนั้นพูด “มันเป็นความคิดอันหรูหรามากกว่าที่ใครได้เคย...ค้นคิดกันออกมา”

“ได้ราคาดีไหม?”

เขายิ้มสร้อย “มันไม่มีราคาเลย คนทุกวันนี้โง่บัดซบ! โง่จนไม่ยอมทำความเข้าใจกับความคิดของผม”

“อะไรคือความคิดของคุณ?”

“มันก็คืออะไรที่คุณไม่เคยคิดนั่นแหละ” เขาตอบเย่อหยิ่ง “คุณมันงมงายอยู่กับความคิดเก่าๆ ของสังคมฟอนเฟะ จมอยู่ในปลักแห่งอบายมุข โดนตรึงอยู่ในตาข่ายของความร้อนรนทางกามคุณ ไม่แยแสเลยหรือว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยของความสับสนอลหม่าน แต่คุณเดินถอยหลังหนีแสงสว่างแห่งปัญญาเข้าไปสู่ความมืด โธ่เอ๋ย-คุณใช้พลังผนึกอยู่บนเตียงมากกว่าจะแปรมันให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทำไมคุณไม่เดินแหกม่านประเพณีออกไปอย่างองอาจ และเข่นฆ่าทำลายความคิดอันล้าหลังของบรรพชน น่าสงสาร! ผมอยากสงสารคุณเหลือเกินที่ยังยึดมั่นอยู่กับความกตัญญูรู้คุณ บ้า! คุณยกย่องอดีต แต่ประเมินราคาของอนาคตถูกเหลือเกิน คุณไม่สนใจกับอนาคตบ้างเลย เพราะฉะนั้นคุณจึงไม่สนใจผม ไม่สนใจในความคิดของผม รู้ไหม? ผมนี่แหละโว้ยคืออนาคต”

เราอนุญาตให้เขาพูดจนสีบนใบหน้าเปลี่ยนจากแดงระเรื่อเป็นแดงข้นของกลีบกุหลาบ

แล้วเราค่อยทยอยกันกลับ ทิ้งเขาไว้ให้ถกเถียงกับตัวเองแต่ลำพัง

ถ้าเขาคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขาจะแสดงความคิด เราก็มีสิทธิ์จะระแวดระไวไม่ให้เขาล่วงล้ำเข้ามาในแวดวงความคิดอันสุจริตต่อมาตุภูมิของเรา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และวันพรุ่งนี้








**เราพบภายหลังว่างานเขียนชิ้นนี้คัดจากบทแรกของหนังสือ 00.00 น.

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โฆษณา : กรกฎาคม โกเมน



จากด้านในปกหลังหนังสือ ชมรมนินทาเมีย, สนพ.ประพันธ์สาส์น พ.ศ.2512






วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จิ๋ว บางซื่อ vs. จ๋อ บางซ่อน


ตั้งชื่อออกแนวบู๊สักเล็กน้อย อันที่จริงเป็นความน่ารักระหว่างคนทั้งสองมากกว่า

เนื่องจากได้อ่านคำนำผู้เขียนในหนังสือ บรรเลงรมย์ (พ.ศ.2519) ของ จิ๋ว บางซื่อ นามปากกาของ แพทย์หญิงโชติศรี ท่าราบ (เนือง, แกลตา, ณ เพ็ชรภูมิ, หนูเหน็ง) ผู้ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวถึงใน พูดกับบ้าน ว่า "เทริดไว้เป็นความรักความนับถืออย่างสูง"

เป็นคำนำจากคราวพิมพ์ครั้งแรกขณะยังใช้ชื่อหนังสือว่า กลางกรุง ย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ.2503 ซึ่งบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการจัดพิมพ์คราวนั้นก็คือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์

"...ที่จริงการเตรียมหาต้นฉบับเก่าๆ ที่เขียนไว้แล้ว เอามารวบรวมและเรียงลำดับเพื่อเข้ารูปเล่มนั้น ไม่ได้เสียเวลามากมาย และไม่ต้องออกแรงเพิ่มเติมจากที่เคยออกอยู่เป็นประจำวันแต่อย่างใดเลย แต่ที่มารู้สึกตัวว่าแรงงานส่วนเกินของตนชักจะสิ้นเปลืองไป ก็ในตอนเริ่มต้นจัดทำ โดยได้เกิดการโต้แย้งกันเล็กน้อยระหว่างข้าพเจ้ากับ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้บุญพาหรือเวรกรรมจำเพาะให้มาอาสา edit หนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับการเรียงลำดับเรื่องต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเขียนมาแล้ว

"คุณ 'รงค์ มีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าผู้เขียนมีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าคุณ 'รงค์ จะมีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิคอยู่ในขั้นอนุบาล แต่ความรู้ในการเขียนหนังสือ ตลอดจนการจัดทำรูปเล่มหนังสือ คุณ 'รงค์ ก็มีอยู่มากกว่าข้าพเจ้าแน่นอน ข้าพเจ้าเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าเมื่อรับฟังไว้แล้ว การจะตัดสินใจปฏิบัติอย่างไรต่อไปนั้นเป็นเรื่องของข้าพเจ้า

"เพราะฉะนั้น เมื่อได้ฟังความเห็นของคุณ 'รงค์ ผู้มีเจตนาดีต่อข้าพเจ้าเสมอมาแล้วข้าพเจ้าก็รับมาเก็บไว้เฉยๆ ข้าพเจ้าคงเรียงลำดับเรื่องต่างๆ ของข้าพเจ้าตามที่เคยลงพิมพ์ในหนังสือ 'ชาวกรุง' ตลอดมา และลงมือให้ชื่อเรื่องแต่ละตอนตามอัตโนมัติของตน ซึ่งข้าพเจ้าคิดและเข้าใจเอาเองว่าจะช่วยให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ เข้าใจเรื่องของดนตรีขึ้นมาทีละน้อยๆ พอสมควร

"ระยะที่แรงงานส่วนเกินของข้าพเจ้าถูกระดมมาใช้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ คือระยะที่ต้องตรวจปรู๊ฟเอง หน้าที่นี้ทำให้ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยและหนักใจยิ่งกว่าทุกคราวที่ข้าพเจ้าตรวจปรู๊ฟเรื่องของข้าพเจ้าเองเมื่อลงพิมพ์ใน 'ชาวกรุง' มากนัก ดังนั้น แม้จะได้ตรวจทานแก้คำผิดตลอดจนการเว้นวรรคตอนไปเป็นอันดีแล้ว เมื่อพิมพ์ออกมา วรรคตอนบางแห่งก็ยังลักลั่นอยู่ ซึ่งท่านผู้อ่านจำจะต้องใช้วิจารณญาณกันเล็กน้อยเพื่อตีความตอนนั้นๆ เอาเอง

"นอกจากนั้นก็ยังต้องมีหน้าบอกแก้คำผิดสำรองไว้อีก เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้จัดการแก้เสียก่อนจะลงมืออ่านกันด้วยความสะดวกใจ ซึ่งทั้งนี้ข้าพเจ้าก็ได้ความรู้จากคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ edit ว่าเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของการพิมพ์หนังสือที่ดี

"ความเหนื่อยใจอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องการทำบล๊อกภาพต่างๆ ทั้งหมดในหนังสือนี้ ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะบอกแต่เพียงว่าความเหนื่อยใจอย่างสาหัสนี้มีพระเจ้า ช่างทำบล๊อก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้ดี

"ธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งของการพิมพ์หนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าได้ความรู้ และทั้งได้รับการขู่เข็ญอย่างมากจากผู้ edit ของข้าพเจ้า คือเรื่องคำนำ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ยอมตามใจข้าพเจ้าเลย ในข้อที่หนังสือเล่มนี้จะไม่มีคำนำ แม้ว่าข้าพเจ้าจะได้อ้างเหตุผลว่า ที่จริงคำนำนั้นข้าพเจ้ามีอยู่พร้อมสรรพแล้วในตอนแรกๆ ของหนังสือนี้ ถ้าหากคำนำนั้นหมายถึงการบอกกล่าวถึงความมุ่งหมายของผู้เขียนหรือผู้จัดทำหนังสือนี้ขึ้น แต่คุณ 'รงค์ ก็มิได้นำพา คงเคี่ยวเข็ญให้ข้าพเจ้าเขียนคำนำซ้อนขึ้นอีกจนได้"


นอกจากคำนำนี้แล้ว เวลาไล่เลี่ยกันเรายังอ่านเจอแพทย์หญิงโชติศรีในนาม แกลตา เอ่ยถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไว้ในคอลัมน์ หนังกรุง ในนิตยสาร ชาวกรุง ปีที่ 11 เล่มที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2505 ดังนี้

"Walk on the wild side (โลกีย์ทรยศ) ดูแล้วคิดถึง 'สนิมสร้อย' ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เต็มที ตอนเริ่มเรื่องเท่ากับเป็นบทนำสำหรับก้าวไปสู่ตัวเรื่องแท้ๆ และเพื่อจะไปเกี่ยวพันสอดคล้องกับในตอนจบ ซึ่งถึงแม้จะเดาได้ไม่ยาก ว่าจะจบแบบไหนและอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็สร้างก็ทำกันละเมียดละไมดี แถมเป็นหนังดำขาวเสียด้วย

"ผู้เขียน 'สนิมสร้อย' เอง ถึงกับร้องร่ำว่าจะต้องดูซ้ำอีกให้จงได้ ติดใจคาปูชีนว่าเล่นเป็นผู้หญิงคนชั่วเกรด A ได้เก่งอะไรอย่างนั้น เจ้าหล่อนทั้งสวย ทั้งมีฝีมือความสามารถ (ในการปั้นรูป) มีน้ำใจดี มีความไว้ตัว และมีเกือบทุกอย่างที่ผู้หญิงดีๆ เขามี แต่ต้องมาเป็นคนชั่ว นี่สิ มันเจ็บช้ำกันตรงนี้ เคียดแค้น ชิงชังตัวเองก็ตรงนี้ เจ้าหล่อนจึงทั้งต่อสู้ชีวิตและวิ่งหนีชีวิตไปพร้อมๆ กัน

"ที่ต้องต่อสู้มาก ก็คือยาย บาร์บารา สแตนวิค ห.น.ซ. ดูแล้วนึกถึง 'พี่สมร' ของไอ้คุณ 'ก้าน' ม.ด. ใน 'สนิมสร้อย' ขาดแต่วิสกี้ข้าวไรย์กับชอบถอดไพ่เท่านั้น แม่เล้าคนนี้แกโหดเหี้ยมอย่างเยือกเย็น น่ากลัวใจทีเดียว ก.ร.ตัวสวยๆ ทำรายได้งามๆ ให้อย่างแม่คาปูชีน จะพยายามหนีแกไปไหน่ะไม่มีทางพ้นหรอก จะพ้นได้จริงๆ ก็อย่างในตอนจบของเรื่อง

"เจ้า ม.ด.ของยายบาร์บารา หน้าตาท่าทางมันเท่อยู่เหมือนกัน แต่มันร้ายกาจกว่าเจ้าก้านเทพบุตรผู้ยิ่งยงแห่งธุรกิจกามารมณ์ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาก"







หมายเหตุ : ภาพ "จิ๋ว บางซื่อ" จากหนังสือ สิงห์สนามหลวง ๒

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วย หอมดอกประดวน (1)


เรื่องราวที่รีดเน้นออกมาจากความโง่เขลาและเย่อหยิ่ง...

คลาสสิกนิยายขนาดสั้นอีโรติก...

วรรณกรรมแนววิจิตรกามา...

คำโปรยบนปกในการพิมพ์แต่ละครั้งบ่งบอกความเป็น หอมดอกประดวน ได้ในระดับหนึ่ง แต่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ อาจยักไหล่แล้วบอกว่า เป็นเรื่องที่เขียนเพราะอยากอ่านก่อน...ก็เท่านั้น

จากเรื่องสั้น ผู้มักความสุข ตีพิมพ์ใน ชาวกรุง พ.ศ.2506 โดยใช้นามปากกา โฉน ไพรำ ขยับขยายเป็นนิยายปลาย พ.ศ.2509 เพื่อให้ อาจินต์ ปัญจพรรค์ จัดพิมพ์ แต่เพราะโอเลี้ยง ๕ แก้ว ของอาจินต์ยังห่มจีวรอย่างสุขุมจึงไม่มีพื้นที่สำหรับความวาบหวิวของมัน สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นจึงอาสารับมาจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2511

ถึงปัจจุบัน หอมดอกประดวน พิมพ์เป็นเล่มแล้วทั้งสิ้น 5 ครั้ง

ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น พ.ศ.2511
ครั้งที่ 2 สำนักหนังสือสายคำ พ.ศ.2530
ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์ฅนวรรณกรรม พ.ศ.2534
ครั้งที่ 4 แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2542
ครั้งที่ 5 แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2551

เนื้อหาของ หอมดอกประดวน แบ่งออกเป็น 4 บท

- ผู้หญิงในห้องเลขที่ 13
- นวลพนอ อรไท
- กิ่งอุไร ประดวน
- ผการาย นุช

กระนั้น ยังมีบท ปรารมภ์จากผู้เขียน ซึ่ง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนถึงที่มาที่ไป พร้อมแนะนำ โฉน ไพรำ ให้ผู้อ่านรู้จัก ปะหน้าเป็นส่วนหนึ่งเสมอ

จุดที่อาจสร้างความสับสนเล็กๆ ว่านิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อใดกันแน่ อยู่ที่บทปรารมภ์นี่เอง


บทปรารมภ์ซึ่งเขียนที่ฟอนทานา, แคลิฟอร์เนีย บอกแก่ผู้อ่านว่านิยายเรื่องนี้เขียนเสร็จแล้ว พร้อมบินข้ามฟ้าไปหา อาจินต์ ปัญจพรรค์ เพื่อแปรเป็นหนังสือสู่ผู้อ่าน หากลงวันเวลาใดไว้น่าจะสรุปได้ว่านิยายถูกเขียนเสร็จในเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน

ทว่าในการพิมพ์ครั้งแรกและครั้งที่ 2 ไม่ได้ระบุวันเวลาเอาไว้ นอกจากผู้อ่านจะสรุปคร่าวๆ เองว่าราว พ.ศ.2509-2510 หรือก่อนที่ 'รงค์ จะกลับเมืองไทย

จนการจัดพิมพ์ครั้งที่ 3 ที่บทปรารมภ์จากผู้เขียนถูกปะหัวว่า ในไร่ส้มแทนเจอรีน ฤดูหนาว 2510 กระทั่งเป็นถ้อยคำที่ถูกส่งต่อมายังฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 และ 5 ด้วย

ถ้าอย่างนั้น...แสดงว่า หอมดอกประดวน เขียนเสร็จในปี 2510 หรือ? ข้อสรุปนี้ยังไม่น่าจะถูกต้องอยู่ดี เนื่องจากในหนังสือ กลั่นน้ำหมึก หรือ อาจินต์ยกทัพ กระบวนที่ 2 รวม 9 นักเขียน พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2510 อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้เลือกบทปรารมภ์ดังกล่าวเสมือนเป็นงานเขียนของ 'รงค์ มารวมไว้ด้วย โดยเติมชื่อเรื่องให้ว่า โฉน ไพรำ เสน่ห์หนุ่มของ "หอมดอกประดวน" ตามด้วยเนื้อหาขึ้นต้นที่ลงวัน-เดือน-ปีไว้ชัดเจนว่า

ปรารมภ์ จากผู้เขียน 27 ธันวาคม 2509

หมายความได้ว่าบทปรารมภ์เขียนขึ้นในวันเวลาดังกล่าว และ หอมดอกประดวน เขียนเสร็จก่อนหน้านั้นไม่นาน หรือภายในปี 2509 นั่นเอง

สนับสนุนด้วยข้อความเกริ่นนำของอาจินต์ว่า "มันเป็นคำนำของหนังสือเรื่อง 'หอมดอกประดวน' อันพิลึกพิลั่นของเขา ซึ่งทั้งหมดเขียนในลมหายใจของแผ่นดินอเมริกา เสร็จสรรพตั้งแต่ปลายปีก่อน"



แน่ล่ะ...ปลายปี 2509 กับ ฤดูหนาว 2510 อาจจะต่างกันแค่ปลายปี-ต้นปีเท่านั้น แต่ใครก็อาจคิดไปได้ว่า ฤดูหนาว 2510 คือช่วงปลายปี 2510 จนคลาดเคลื่อนจากเวลาที่ถูกต้องไปนับปี และเราคงปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า 'รงค์ เขียนบทปรารมภ์นี้เมื่อใด รวมทั้งนิยายเรื่องนี้เขียนเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.ใด

ฉะนั้น หากมีการพิมพ์ครั้งที่ 6 ในอนาคต เปลี่ยน ฤดูหนาว 2510 เป็น 27 ธันวาคม 2509 หรือ ปลายปี 2509 เลยดีกว่าไหม?









วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

ตำนาน 'รงค์ วงษ์สวรรค์


เมื่อทราบหลังจากผ่านมาหลายเดือน ว่าหนังสือเล่มนี้มี 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วย จึงต้องขวนขวายหาซื้อกันพอสมควร

a day Legend คือฉบับพิเศษของ a day ในวาระครบ 1 ทศวรรษ นำเสนอเรื่องราวของสามัญชนคนไทยจำนวนทั้งสิ้น 25 คน ที่มีบทบาทหน้าที่ในสาขาต่างๆ โดยได้สร้างสรรค์ผลงานจากอุดมคติและความศรัทธา เกิดผลแก่ผู้คนในวงกว้างของสังคมอย่างนับเนื่องต่อไป

'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือหนึ่งในบุคคลซึ่งถูกคัดเลือกรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้

ผู้รับหน้าที่เรียบเรียงชีวประวัติคือ บินหลา สันกาลาคีรี โดย edit เนื้อหาจากที่เคยลงในหนังสืออนุสรณ์ เรา (บล็อกพญาอินทรี) จึงแอบเสียดายเล็กๆ แต่ก็เป็นเรื่องดีสำหรับผู้ที่ยังไม่มีหนังสืออนุสรณ์ (ซึ่งหายากและแพงบรม)