จาก ฟ้าเมืองไทย ฉบับที่ 6, พฤษภาคม พ.ศ.2512
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ภาพชุด เสด็จฯ เยือน ลอส แซนเจลิส
![]() |
| เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถยนต์พระที่นั่ง ยังที่ประทับ ณ สเตแธม เฮ้าส์, โฮสม์บี้ ฮิลล์ส์ ในลอส แซนเจลิส (15 มิถุนายน 2510) |
แคลิฟอร์เนียต้นฤดูร้อน ละอองดาวกลีบละเอียดสีม่วงแซมน้ำเงินบานไสว และแกว่งก้านริ้วสีน้ำเงิน ขาว แดง ของธงชาติไทยในมือคนไทยโบกสะบัด โบกรื่นเริงและเปล่งเสียงถวายพระพรชัย...
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือน ลอส แซนเจลิส สหรัฐอเมริกา วันที่ 15-18 มิถุนายน พ.ศ.2510
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในฐานะผู้สื่อข่าวสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ประจำ ลอส แซนเจลิส เขียนรายงานข่าวและถ่ายภาพชุด ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 3-4-5 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2510
![]() |
| เสด็จพระราชดำเนินยังงานลีลาศการกุศล ครั้งที่ 13 ของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้าทั่วโลกที่โรงแรมเบเวอร์ลี่ ฮิลตัน (16 มิถุนายน 2510) |
![]() |
| ทรงมีพระราชปฏิสันถารแก่พสกนิกรที่ไปส่งเสด็จฯ ที่ท่าอากาศยานลอส แซนเจลิส (18 มิถุนายน 2510) |
'รงค์ วงษ์สวรรค์ เล่นหนัง Saigon : The Year of the Cat (1983)
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
คอลัมน์ "กรายกรุง" โดย นิตย์ นราธร
![]() |
| ภาพประกอบโดย ประยูร จรรยาวงษ์ |
บางส่วนจากคอลัมน์ "กรายกรุง"
ชาวกรุง ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ.2511
โดย นิตย์ นราธร (นพพร บุณยฤทธิ์)
ถ้ า ข้ า พ เ จ้ า จ ะ ส ง ส า ร ใ ค ร สั ก ค น ใ น เ ดื อ น นี้
คงจะไม่ใช่คนกรุงเทพฯบางคนที่มีเงินสิบเอ็ดบาทแล้ว (ดัน) เอาไปซื้อล้อตเตอรี่เสียสิบบาท เหลือเงินบาทเดียวเอาไปซื้อข้าวแกงกิน แล้ว (ดัน) บ่นออกมาหาบ้าอะไรไม่รู้ว่ากินไม่อิ่ม และข้าพเจ้าก็คงจะไม่สงสารเพื่อนอีกคน นั่งอยู่ไม่ไกลกันบนสำนักงานนี้ คืนวานเขามีเงินเกือบหกร้อยบาท แต่เมื่อเช้าเขาขอยืมข้าพเจ้าห้าดอลล่าร์ -- เขาว่ามันฟังดูน้อยดี กว่าจะพูดว่าขอยืมหนึ่งร้อยบาท
"คืนวานคุณรวยกว่าผม" ข้าพเจ้าฉุนโกรธ "แล้ววันนี้มายืมผมทำไม?"
"หมดแล้วนี่หว่า" เขาตอบ
"คุณเอาไปทำอะไร?" ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคงจะตอบได้หลายคำ เช่นว่าเอาไปเสียค่าเช่าบ้าน แต่ดูเหมือนเขาจะมีบ้านของเขาเป็นส่วนตัวแล้ว
หรือเขาจะเอาไปสมทบกับชาวตรอกบ้านเดียวกันเพื่อร่วมกันซ่อมแซมซอยหน้าบ้าน เพราะมันชำรุดจนเหมือนซอยทั้งหลายที่คนมีบุญ (ทางการเมืองและปืน) ไม่เคยมีเมียน้อยอยู่ในนั้น
หรือเขาจะเอาไปเสียค่าไฟฟ้าซึ่งมันแพงเหลือเกิน เขื่อนยันฮีเป็นพยานได้ และมัน (ก็เขื่อนน่ะซี) ยังเสียใจจนทุกวันนี้ ที่มันผลิตไฟฟ้าได้ราคาถูกๆ ตัวมันเองก็ใช้หนี้แบ๊งค์โลกราคายูนิตละถูกๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนด้วยกันมาทำให้ราคาไฟฟ้าของมันแพง แต่เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นคงไม่มีอำนาจวาสนาถึงกับจะติดหนี้ค่าไฟฟ้าได้เป็นเงินตั้งห้าหกร้อยบาทเป็นแน่ เขาย่อมจะโดนตัดสายเสียก่อน ด้วยความเมตตาไม่ให้เขาต้องสิ้นเปลืองต่อไป -- ของคนขายไฟฟ้าแพง
หรือเขาจะเอาไปเล่นหมู ก็หมูที่ขายกันแพงๆ นั่นแหละ ข้าพเจ้านึกว่าเขาเล่นหมูเพราะเขาไม่เล่นม้า เขาอาจจะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนซื้อรำมาเลี้ยงหมูให้มันขาดทุนเล่น มันก็เป็นสิทธิของเขา
แต่เขาตอบ "ผมเอาไปกินเหล้า"
"กินกับใคร คงหลายคนซีถึงหมดตั้งเท่านั้น?"
"กินมันคนเดียว"
"คนเดียว!" ข้าพเจ้าควรใส่เครื่องหมายตกใจมากกว่านั้น "เงินเกือบหกร้อยคุณกินเหล้าคนเดียวหมด บ้า หรือเมา"
"ก็ไม่บ้าไม่เมา" เขายิ้มจนหนวดบนริมฝีปากส่าย แล้วว่า "ผมมีร้านเหล้าดีๆ อยู่ร้าน มันหลบหนีความจอแจและสีสันของกรุงเทพฯไปอยู่ในซอก ที่นั่งสบายเหมือนกับนั่งตักโซเฟีย ลอเรน อ้อ -- แต่คุณไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ก็เห็นจะต้องว่าเหมือนนั่งตักมานี มณีวรรณ บรรยากาศเงียบเชียบ ไม่มีคนแหกปากร้องเพลงภาษาฝรั่งไม่ชัดให้ได้ยิน มีแต่เพลงจากแผ่นเสียงแผ่วๆ เบา คนเลือกเพลงก็เลือกแต่เพลงรักหยาดๆ ทั้งนั้น บาร์เท็นเด้อร์มือมันยังไม่ค่อยดีนัก ใส่เวอร์มุธในแก้วมาร์ตินี่มากเกินควร แต่เขาเป็นคนตาบอด เอ้อ -- ผมหมายถึงเขาเป็นคนไม่เสพย์กามทางตาโดยการแอบมองผมกับผู้หญิงที่อยู่กับผม ถ้าผมบังเอิญมีผู้หญิงไปด้วย เหล้าที่นั่นแก้วละยี่สิบห้าบาท ผมกินเข้าไปยี่สิบสองแก้วก็เป็นเงินห้าร้อยห้าสิบ เตะมัน..."
"คุณเตะเขาทำไม?" ข้าพเจ้าเอียนกับภาษาของเขาบ้างแล้ว
"ถีบครับ ไม่ใช่เตะ ผมหมายถึงทิปน่ะ ผมทิปอีกยี่สิบ แล้วผมก็เหลือเงินอีกยี่สิบกว่าบาทพอเป็นค่ารถกลับบ้าน..."
"ทำไมคุณจะต้องรนไปกินเหล้าแพงๆ อย่างนั้นวะ?"
"โธ่ ผมเหนื่อยตลอดสัปดาห์ คุณจะไม่ให้ผมหาความสุขบ้างหรือ" เขาครวญ
"มันแพงเกินควร คุณไม่เคยค้าฝิ่นเถื่อน คุณไม่เคยขายมิเต้อร์แท็กซี่ คุณไม่เคยขายหมู คุณไม่ใช่คนมีเงินหลายร้อยล้านแล้วแอบไปลงทุนทำสวน คุณไม่เคยรวย เอ้า -- ผมพูดความจริง ไม่ใช่ดูถูก ทำไมจะต้องซื้อความสุขให้มันแพงนัก"
"จริงอย่างคุณว่า" เขายิ้มจนหนวดส่ายอีก "ผมไม่เคยรวยแต่ผมไม่เคยนึกว่าผมจน ผมเหนื่อย ความชรามันวิ่งถลักหน้าถลักหลังผมอยู่ทุกมุมถนน ถ้าผมไม่ซื้อความสุขที่ผมคิดว่าผมมีความสุข แล้วผมจะซื้อห่.....อะไร"
เขายักไหล่เสียด้วย
"มันสุขยังไงนั่งกินเหล้าคนเดียว?"
"ผมเคยไปที่นั่นกับผู้หญิงที่ผมต้องใจมาก แต่คืนวานหล่อนไม่ว่าง ผมคิดถึงหล่อนผมจึงไปนั่งกินเหล้ายี่สิบสองแก้วเพื่อคิดถึงหล่อน..."
"เมื่อก่อนเห็นกินสิบเอ็ดแก้วเท่านั้น" ข้าพเจ้าท้วง
"ก็ผมคิดถึงหล่อนมากเป็นสองเท่าที่เคยคิดถึงคนอื่น หรือจะพูดอีกที... หล่อนเป็นผู้หญิงถึงสองคนที่ผมคิดถึง อูว์....น่ารัก"
"บ้า"
ข้าพเจ้าไม่ให้เงินเขายืมหนึ่งร้อยบาทเพราะไม่สงสาร
วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556
แฟ้มภาพ # 8 : ทำบุญปีใหม่ 2501
ทำบุญปีใหม่ พ.ศ.2501 ที่ประตูน้ำมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยืนอยู่ระหว่าง คุณแม่ละออง กับ คุณพ่อชนะ ทางขวามือ
ภาพจากหนังสือ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายชนะ วงษ์สวรรค์ พ.ศ.2542
แฟ้มภาพ # 7 : ธม บุ๊ค ซาล็อง
กับ สุพรรณ บูรณะพิมพ์ ใน ธม บุ๊ค ซาล็อง
สวนหนังสือของ เชิด ทรงศรี ละแวกสะพานลอยสุทธิสาร
ภาพจากนิตยสาร BR ประจำเดือนตุลาคม พ.ศ.2523
วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556
วิจารณ์ : หอมดอกประดวน
![]() |
| ภาพประกอบจากฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 โดย บุญร่วม บุญเลิง |
กรุ่นร่ำกำจายหอม ใน 'หอมดอกประดวน'
โดย ธเนศ เวศร์ภาดา
จากหนังสือ ดินสอขอเขียน สำนักพิมพ์ปาปิรัส ไม่ระบุ พ.ศ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ สะดุดตัวหนังสือ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2530
'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยสร้างความตื่นตะลึงและความอัศจรรย์ใจแก่นักภาษาและนักวรรณคดี ด้วยเหตุที่ในงานเขียนของเขาเรียงรายด้วยถ้อยวลีและรูปประโยค ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานของภาษา อันเป็นที่คุ้นเคยกันในสังคม
ดูเหมือนว่าเขาเคยถูกจัดให้เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ทางภาษา ในฐานทำลายภาษาไทยถึงแก่วิบัติทีเดียว
แต่ในที่สุด 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มีลีลาภาษาสะบัดเร่าและละเมียดเบียดอารมณ์ถึงใจนัก
หอมดอกประดวน เป็นนวนิยายขนาดสั้นเรื่องหนึ่งที่ 'รงค์บรรเลงฝีมือให้นักอ่านรุ่นป้ารุ่นน้าอิ่มหนำและประทับใจรสหอมจัดจ้านแห่งภาษามาแล้ว
นับตั้งแต่ชื่อเรื่องที่โดดเด่นว่า หอมดอกประดวน นั่นสิ ทุกคนจะถามเป็นเสียงเดียวกันว่า "หอมดอกอะไร? ดอกประดวน ไม่เคยได้ยิน"
กล่าวกันว่า นักเขียนมิสิทธิ์ที่จะสร้างภาษาให้แปลกไปจากมาตรฐานของภาษาเพื่อจุดมุ่งหมายทางวรรณศิลป์ (มาตรฐานของภาษาในที่นี้หมายถึง "มาตรฐานสัมพันธ์" ที่ถูกกำหนดขึ้นจากการใช้ภาษาของแต่ละกลุ่มชนจนคุ้นเคย เพราะในความเป็นจริงเราไม่มีมาตรฐานบริสุทธิ์ใดๆ ของภาษาที่จะเป็นไม้วัดสากลได้)
'รงค์จึงมีสิทธิ์ที่จะสร้าง "ดอกประดวน" ขึ้น แม้จะไม่มีใครรู้จักหรือได้ยินมาก่อน
แกนเรื่องของ หอมดอกประดวน คือสุนทรียรสแห่งกามารมณ์อันนับรวมความกำหนัด ความรุ่มร้อน ไปถึงความปวดร้าวแห่งการเสพสม 'รงค์เสนอภาพพัฒนาการของการเรียนรู้เรื่องโลกียรสของ โฉน ไพรำ สนามรักของเขาพบพานผู้หญิงหลายต่อหลายคนและหลายต่อหลายเชิงชั้น ปอง ผู้หญิงในห้องที่ 13 ผู้หญิงคนแรกที่โฉนเสียความบริสุทธิ์ให้เมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี นวลพนอ อรไท ผู้หญิงพรรค์ที่จะไม่ได้ยินเสียงถอนใจของตัวเองยามดึก กิ่งอุไร ประดวน นางไม้ที่แมวหนุ่มอย่างโฉนขบข่วนถึงที่หมายอารมณ์ขรุขระของเธอ และผการาย นุช แม่ม่ายอายุสามสิบห้า ผู้รักวันวานและคืนวานของเธอกับโฉน ไพรำ
คำ "ประดวน" ในพจนานุกรมไทยให้คำแปลว่า "ก.ยอน. แยง" อาศัยความหมายโดยอรรถนี้เชื่อมโยงถึงแกนเรื่องดังกล่าว
หอมดอกประดวนก็พอจะตีความว่า "หอมหื่นรสราคที่น่าเกี้ยวและน่าแยง"
หอมหื่นรสราคได้แฝงฝังในลีลาภาษาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก
ข้อน่าสังเกตคือ 'รงค์มักจะใช้รูปประโยคที่ขึ้นต้นด้วยกริยาสภาวมาลา คือการใช้คำกริยาแทนคำนาม และรวมถึงการขึ้นต้นประโยคด้วยคำวิเศษณ์ เช่น
- ฉาบ รสละไมของอาหารค่ำมื้อวานนั้นด้วยบรั่นดีผสมเหล้าหวานเบ็นนิดิคทีน
- กรีด หัวเราะและตะโกน และสะบัดทำนองดนตรีอึงอลอยู่ในบ้านพักร้อนแบบคอทเทจหลังนั้น
- กรีด บรรเลงแห่งดนตรีในอารมณ์ของโฉน ไพรำ ถูกกระชากกระชั้นด้วยเสียงทุบประตูหน้าบ้าน
- "ใช่" กังวาน รับนั้นคร่ำครวญจากเบื้องในอารมณ์หล่อน
- เยียบเย็น ของธันวาคมปลิดก้านกระถินแห้งหล่นพรูนอกบานหน้าต่าง
- โชน ของความสงสัยในแววตาหล่อน
- กำหนัด ยินดีปริร้าวในห่อหุ้มผิวอารมณ์
ความถี่ของการขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาสภาวมาลาและคำวิเศษณ์ที่บ่งอารมณ์นั้น อธิบายได้ว่า 'รงค์พกพาความรู้สึกของคนแนบแน่นกับความรู้สึกของตัวละคร และสอดร้อยความรู้สึกที่หลอมรวมแล้วนั้นมาบ่งสภาวะและพฤติกรรมของตัวละครให้ผู้อ่านได้ซับซาบอย่างถึงอารมณ์
คำอธิบายนี้หมายรวมถึงการใช้บุคลาธิษฐานของเขาด้วย เช่น
- กลางคืนรีบร้อนมาถึงอย่างน่าจะขอบใจ
- พลันอารมณ์เศร้าโศกโถมมาบดขยี้หัวใจชายหนุ่ม
- ลำคลองนั้นสะดุ้งคดไปตามอารมณ์ของกระแสน้ำเซาะตลิ่ง...และไม่นานเกินกว่าเศร้าระทมของเปลวไฟบนดุ้นฟืนชื้น...
- กรีดโรยคมบนพลิ้วน้ำที่บิดเบียนวิวาทลมคะนอง
ไม่เว้นแม้การบรรยายบุคลิกของตัวละคร 'รงค์ใช้คำที่แสดงนัยทางเพศได้แนบเนียน และน่าหวาดเสียวนัก
- (นวลพนอ อรไท) ชีวิตของหล่อนรื่นเริงจัด อาจจะไม่ชั่วนิรันดร์ หากช่วงที่ผ่านมาถึงคืนวานนั้นช่าง ระยับเมือก อย่างที่ผู้หญิงหลายคนที่มีหรือเคยมีสามีเพียงคนเดียวนึกอิจฉา
- (กิ่งอุไร ประดวน) ไร้เดียงสา ไร้จริต และมักมากในกามคุณ บริสุทธิ์และโสมม เป็นคำจำกัดความอย่างย่นที่ขัดกัน เร่าร้อนในผ่องโฉมน่าหยิบชมของหล่อน ผิวขาวเนียน ในตาหวั่นระแวงของนางกวาง ทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้ เหลียวมอง
"ชีวิตช่างระยับเมือก" ความหมายชัดเจนอยู่ในถ้อยคำ ส่วน "ในตาหวั่นระแวงของนางกวางทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้เหลียวมอง" นับเป็นคำบรรยายบุคลิกของกิ่งอุไรได้ดีถึงขนาด นัยน์ตาหญิงมักงามเหมือนนัยน์ตากวางนั้น เป็นการชมโฉมตามขนบโบราณ แต่การเติมส่วนขยายต่อว่า "ทึ้งเล็มเถาพันธุ์ในดงไม้" ช่วยแนะให้ผู้อ่านรู้จักกิ่งอุไรในแง่มุมลี้ลับ อันเกี่ยวเนื่องเรื่องเพศเพราะคำกริยา "ทึ้ง, เล็ม" และคำนาม "เถาพันธุ์" เป็นคำที่สื่อภาพเชื่อมโยงพฤติกรรมและอวัยวะทางเพศ
เมื่อพิจารณาทบทวนข้อความที่ขึ้นต้นประโยค ก็ดูจะสอดคล้องต้องกัน เพราะกิ่งอุไรนั้น "ไร้เดียงสา ไร้จริต และมักมากในกามคุณ" มิใช่หรือ?
หอมหื่นรสราคยังได้แฝงฝังในการพรรณนาฉาก
'รงค์นอกจากจะพรรณนาฉากได้ละเอียดถี่ยิบ เหมือนชะลอฉากชั้นมาตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า เมื่อถึงนาทีที่กรุ่นอวลรสสวาทของตัวละคร เขาก็สามารถใช้ฉากและบรรยากาศที่พรรณนามาแล้วมาช่วยสื่อนัยดังกล่าว โดยไม่ต้องเสียเวลาพรรณนาพฤติกรรมหรือสภาวะจิตใจของตัวละครให้ยุ่งยากมากความ
เงาหม่นดำของกลางคืน...
ทะเล...
โขดเขิน...
ดวงจันทร์คืนแรม...
เมษายน...
ข้อความนี้แทรกอยู่ในสถานการณ์ที่โฉน ไพรำ ปฏิเสธคำชวนให้ลงเล่นไพ่กับพวกพ้องที่บ้านพักร้อนของบันลือ ปริน และโฉนเดินออกมาพบนวลพนอริมหาดยามค่ำ 'รงค์ใช้ข้อความสั้นๆ เพียง 5 บรรทัด ช่วยแนะภาวะปั่นป่วนและใคร่กำหนัดทางอารมณ์ของโฉนกับนวลพนอ โดยไม่ต้องบรรยายข้อความอื่นๆ ให้เยิ่นเย้อ จะมีเพียงบทสนทนาโต้ตอบไปมาเท่านั้น
เงาหม่นดำของกลางคืนสื่ออารมณ์รัญจวนที่ซ่อนเร้น ทะเลสื่ออารมณ์แปรปรวนที่ดิ่งด่ำ โขดเขินสื่อความแกร่งเข้มของเพศชาย ดวงจันทร์คืนแรมสื่อความอ่อนละไมของเพศหญิง และเมษายนสื่อความรุ่มร้อนในตัณหาใคร่ปลดเปลื้อง ทุกถ้อยทุกความจึงมีนัยแฝงเร้นและเกี่ยวร้อยอย่างมีเอกภาพ จนมิอาจอ่านข้ามหรืออ่านเพียงผิวเผินได้เลย
หอมดอกประดวนยังหอมรสจรุงด้วยองค์ประกอบอื่นๆ ทางวรรณศิลป์ แม้จะเคยหอมกรุ่นกำจายมากกว่ายี่สิบปี แต่ในวันนี้ยังคงร่ำกลิ่นหอมจัดจ้านท้าทายนักอ่านรุ่นใหม่อย่างยืนยง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























